닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บcopy

ตำรวจ ยื่น ปปง.แช่แข็งทรัพย์สิน The icon หลังสอบปากคำวันเดียวพบเสียหายกว่า 31 ล้านบาท ยันไม่ช่วยใคร ผิดก็ดำเนินคดี



เวลา 14.35 น. วันที่ 10 ต.ค. 67 ที่กองบังคับการปราบปราม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีผู้เสียหายจำนวนมากเข้าให้ปากคำเกี่ยวกับการสมัครเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของบริษัท The icon group ว่า ในเรื่องของข้อมูลที่ได้จากผู้เสียหายมีความเป็นไปได้ที่น่าจะเป็นความผิดเกี่ยวกับธุรกิจการขายตรง แชร์ลูกโซ่ การหลอกร่วมลงทุน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่นี่เป็นเพียงข้อมูลที่ได้จากผู้เสียหายแล้วมาจับกลุ่มว่าน่าจะไปในทิศทางที่เป็นเช่นนี้ เช่น ผู้ถูกกล่าวหาได้มีการชักชวน เพื่อให้ทำธุรกิจ โดยเป็นตัวแทนของบริษัท มีการให้อบรม โดยเสียค่าอบรม จากนั้นเข้าสู่กระบวนการเปิดเครดิตโดยการแบ่งเป็นระดับ ได้แก่ ธรรมดาจ่าย 2,500 บาท ระดับสูงมาหน่อยจ่าย 25,000 บาท แต่พอเป็นดีลเลอร์จ่าย 250,000 บาท ซึ่งจะมีเครดิตสินค้าที่สต้อกกับบริษัทและเอาไปขายเอง



พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เผยว่า วันนี้ที่ตนเดินทางมามีเจตนา คือ มาดูว่ามีผู้เสียหายเยอะขนาดไหน มาสอบถามตำรวจว่าทำอะไรถึงไหนแล้ว ให้คำแนะนำอะไรบ้าง ให้ผู้เสียหายรู้สึกว่าเราเข้าใจเขา ทุกคนต้องหาเช้ากินค่ำ ต้องพยายามลงทุนอะไรก็ได้เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว เมื่อลงทุนไปแล้วกลับกลายเป็นว่าถูกหลอก สินค้าก็ขายไม่ได้ ความรู้สึกในใจกับทรัพย์สินที่เสียไปตนเข้าใจ จึงอยากมาเจอผู้เสียหายทั้งหมด ว่าเขาถูกหลอกหรือถูกชักชวนอย่างไร และต้องการให้ตำรวจอำนวยความสะดวกและบริการในเรื่องของการสอบปากคำ ในเบื้องต้นโดยสอบสวนกลางได้ระดมพนักงานสอบสวนในการสอบปากคำให้ได้ข้อเท็จจริงว่าเป็นความผิดในเรื่องใด



ส่วนดารา ศิลปิน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ต้องดูสิ่งที่ปรากฏตามข้อเท็จจริง ซึ่งจะปรากฎต่อเมื่อได้ข้อเท็จจริงวันนี้แล้ว และหากพบว่ากระทำผิดโดยมีส่วนร่วม หรือเป็นผู้ร่วม หรือสนับสนุนการกระทำผิด ความผิดจะแตกต่างกันตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ก็ได้ยืนยันกับผู้เสียหายว่าให้มั่นใจในเจ้าหน้าที่ตำรวจ และได้กำชับกับตำรวจว่าไม่ช่วยเหลือใครทั้งนั้น ผิดก็ต้องดำเนินคดี เราจะใช้กฎหมายในการสร้างความสงบสุขให้กับสังคม  หากคิดว่าไม่ผิดก็ต่อสู้มา ธุรกิจที่เกิดขึ้นในลักษณะเช่นนี้และหลอกลวงประชาชนในข้อเท็จจริงที่ผิดกฎหมายจะได้ไม่เกิดขึ้นอีก ดังนั้น ผู้ที่มาไลฟ์สดช่วยในการโฆษณาสินค้าก็จะดูข้อเท็จจริงเบื้องต้นเหล่านี้ก่อน ว่าผิดอะไร และอยู่ในระดับที่จะพิจารณาความผิดแค่ไหน



อย่างไรก็ตาม วันนี้ได้สอบปากคำผู้เสียหายแล้วเกือบ 80 ปาก มูลค่าความเสียหายประมาณ 31 ล้านบาท และกรณีของบริษัทดังกล่าวนี้ จะผิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำคือสอบปากคำก่อน ซึ่งต้องใช้เวลาเร็วที่สุด 2-3 วัน จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมายคาดว่าไม่เกิน 1 สัปดาห์ก็จะรู้ว่ามีความผิดในฐานใด และเข้าสู่ขั้นตอนการออกหมายเรียกต่อไป แต่หากไม่มาก็จะออกหมายจับตามลำดับ ซึ่งขณะนี้สิ่งที่ให้ความสำคัญคือ เรื่องเงิน   แต่ตำรวจไม่มีอำนาจในการให้ยึดทรัพย์ จึงทำหนังสือถึง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพื่อให้ใช้อำนาจที่มีในการแช่แข็งทรัพย์สินเหล่านั้น ซึ่งหากเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดก็จะมีการยึดอายัดต่อไป โดยจะดำเนินการแช่แข็งทรัพย์เฉพาะของเจ้าของบริษัทไว้ก่อนในเบื้องต้น