닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมากcopyรึค

ดร.วราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา ติดตามระบบการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติในประเทศไทย  เพื่อลดผลกระทบที่มี ต่อประชาชน และกลุ่มเปราะบางรวมกับ สหประชาชาต(UNDRR)และกระทรวงมหาดไทย  คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา ติดตามระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติในประเทศไทย  เพื่อลดผลกระทบที่มี    ต่อกลุ่มเปราะบาง



วันพุธที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 327   ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ   ผู้ด้อยโอกาส และ ความหลากหลาย ทางสังคม วุฒิสภา นำโดยนางวราภัสร์  ไพพรรณรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการ ได้จัดการประชุมเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการรับมือกับภัยพิบัติในประเทศไทย  โดยเชิญ Mr. Marco Toscano-Rivalta  ผู้อำนวยการสำนักงานเพื่อการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ (UNDRR) ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และคณะ นายบุญช่วย  หอมยามเย็น รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก รักษาการ  ในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคง และผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย  เข้าร่วมประชุม 

ผู้แทน UNDRR ได้ชื่นชมการดำเนินงานของประเทศไทยที่มีความก้าวหน้า และมีข้อเสนอแนะให้ประเทศไทยสนับสนุนระบบการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า โดยให้ประชาชนทุกกลุ่ม  โดยเฉพาะสตรี เด็ก และคนพิการได้เข้าถึงระบบ และการจัดทำนโยบายฉบับย่อเพื่อส่งเสริมให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบการติดตามความเสียหายและผู้สูญหาย นอกจากนี้พร้อมสนับสนุนให้ภาคเอกชนมาสู่ความร่วมมือกับภาครัฐและทุกภาคส่วนเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมภาพรวมด้านเศรษฐกิจด้วยอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยพิบัติของประเทศไทย รวมทั้งแนวทางบริหารจัดการ เรื่องภัยพิบัติ ระบบการเตือนภัย การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง พร้อมทั้งปัญหาอุปสรรค และ  ข้อเสนอแนะการดำเนินงานในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านกฎหมาย นโยบาย งบประมาณ และการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กร 

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะได้ดำเนินการผลักดันและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวต่อไป ตามบทบาทอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ เพื่อมุ่งพัฒนาระบบบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาวอันจะเป็นกลไกสำคัญในการลดผลกระทบจากภัยพิบัติที่มีต่อกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้สูงอายุ คนพิการ เด็ก สตรี มีครรภ์ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยง