닫기

ปกสกู๊ปแนวนอน00

ข้อตกลงสันติภาพ “ไทย-กัมพูชา” หลุมพรางนี้ ใครคือเหยื่อตัวจริง ??? 



“หน้าที่เรารักษาสืบไป” โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายหลังจาก เกิดการประทะที่ชายแดนกัมพูชาตั้งแต่จังหวัดสระแก้วไปจนถึงจังหวัด อุบลราชธานี ซึ่งถือว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งหลังจากเกิดการประทะไปเมื่อวันที่ 25-28  กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในช่วงของรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 

แต่พอครั้งนี้การปะทะที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา อยู่ในช่วงรัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน  ที่พึ่งเป็นรับบาลได้เพียง 2 เดือนเศษ เท่านั้น สร้างความสงสัยให้กับประชาชนว่าก่อนหน้านี้เรามีการ ลงนามในถ้อยแถลงร่วมที่ประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ 26 ต.ค. ที่ผ่านมาโดยมีนายอนุทิน นายกรัฐมนตรีไทย นายจฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ต่อหน้าโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน แต่ทำไมเราถึงยังสู้รบกันได้อีกและนี่เปรียบเป็นเหมือนการฉีกข้อตกลงหรือไม่

ซึ่งในข้อตกลงที่มีทั้งหมด 8 ข้อนั้น ในระบุไว้ว่า มีความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างสองประเทศ บรรลุร่วมกันในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เห็นชอบจัดตั้งกลไกผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) เพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงหยุดยิงได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ พวกเราเรียกร้องให้รัฐสมาชิกอาเซียนให้การสนับสนุนอย่างเหมาะสม
 
รวมถึงได้ให้คำมั่นที่จะลดความตึงเครียด และฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างกัมพูชาและไทย ทั้งทางการทหาร ถอนอาวุธ ลดความตึงเครียดทางการทหารภายใต้การสังเกตการณ์และการยืนยันตรวจสอบโดย AOT ซึ่งรวมถึงการถอนอาวุธยุทโธปกรณ์หนักและทำลายล้างสูงออกจากแนวชายแดนกลับไปยังที่ตั้งปกติ และไม่นำเสนอข่าวเท็จประสานงานและดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดน และเมื่อมีการดำเนินการตามมาตรการข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะยอมรับว่าเป็นการสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์ต่อกัน

เสริมสร้างความเข้มแข็งของการตรวจสอบควบคุมตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การที่รัฐบาลทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ เคารพในกฎหมายระหว่างประเทศและสนธิสัญญาและความตกลงที่มีอยู่

ซึ้งทั้งหมดนั้นเป็นข้อเสนอที่ทางตัวกลางอย่างอเมริกาและมาเลเซียให้ข้อเสนอร่วมกัน โดยประธานาธิบดีทรัมป์ ได้มีข้อเสนอเรื่องการลงนามธุรกิจการค้าของทั้งสองประเทศ โดยในสัดส่วนของประเทศไทยคือการทำบันทึกความเข้าใจ(MOU)ในเรื่องการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ ระดับโลกหรือแร่แรร์เอิร์ท ที่ก่อนหน้านี้จะได้ตั้งข้อสงสัยในสังคมไทยว่าเป็นการเอาทรัพยากรชาติ มาแลกผลประโยชน์ประเทศหรือไม่

ซึ่งขอบเขตของการร่วมมือคือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคที่เกี่ยวกับการปฏิบัติเป็นเลิศในระดับสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ให้เจ้าหน้าที่ของประเทศภาคี สามารถจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนา และการดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และกลไกต่าง ๆ ร่วมกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้ความสำคัญแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดี ทั้งการออกใบอนุญาตการลดขั้นตอน การแลกเปลี่ยนข้อมูลในโครงการต่าง ๆ และราคาสินค้าแร่หายาก ให้ประเทศภาคี ระหว่าง 2 ประเทศให้การคุ้มครองตลาด โดยการอิงกลไกตลาด ปฏิบัติการทางการค้าอย่างเป็นธรรม รวมไปถึงมาตรฐานการค้าขาย ซึ่งจะทำให้เกิดกลไกการกำหนดราคา และกลไกที่จะทำให้เป็นมาตรฐานสากล หากมาวิเคราะห์แล้วพบว่า เป็นการได้ประโยชน์ร่วมกัน ในการใช้งานแหล่งทรัพยากรเรื่องนี้ ซึ่งก็เหมือนว่าจะเป็นดาบสองคมเพราะประเทศไทยก็จะได้ประโยชน์ ในเรื่องนี้ทั้งเรื่องเศรษฐกิจการลงทุนและเทคโนโลยี แต่ก็มีข้อวิจารณ์ของประชาชนว่าสุดท้ายแล้ว ประชาชนจะได้ประโยชน์หรือไม่ และนำมาสู่การตั้งคำถามว่าหากสถานการณ์ชายแดนที่กลับมาประทุอีกแล้วข้อตกลงตัวนี้จะหยุดชะงักหรือไม่ 

ซึ่งเราก็ต้องดูกันอีกเรื่องหนึ่งนอกจากในข้อตกลงระหว่างไทยและกัมพูชาที่เกิดขึ้นดูเหมือนก็จะได้ประโยชน์ทั้งสองประเทศแต่หากดูผลเสียฝั่งประเทศไทยในเรื่องแร่ธาตุที่สำคัญก็อาจเข้าข่ายที่จะเสียมากกว่า เพราะหากดูในเรื่องกำแพงภาษีไทยกับกัมพูชาก็ได้ลดภาษีในอัตราที่เท่ากันคือ 19 % ซึ่งเราก็ทราบกันดีว่า กัมพูชานั้นพึ่งการค้าจากจีนเป็นหลักแต่ของประเทศไทยที่ต้องพึ่งจากทั้งสองประเทศก็อาจจะเสี่ยงในเรื่องนี้

สุดท้ายแล้ว ก็ต้องมาดูกันว่าในสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาที่ปะทุอยู่นี้จะจบลงภายในเร็ววันหรือไม่เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนรวมถึงกระทบกระเทือนถึงข้อตกลงที่เราการทำไว้ประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะประธานนาธิบดีทรัมป์อาจเปลี่ยนใจที่จะฉีกเรื่องกำแพงภาษีนี้และทำให้ประเทศไทยกระทบหนักทั้งเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติและสงคราม ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยต้องกลายเป็นเหยื่อในหลุมพรางของข้อตกลงนี้