กลุ่มเครื่อข่ายภาคประชาชน ยื่นหนังสือ "กมธ.แรงงาน" หลังนายกฯปัดตกพรบ.บำนาญ
กลุ่มเครื่อข่ายภาคประชาชน ยื่นหนังสือ "กมธ.แรงงาน" หลังนายกฯปัดตกพรบ.บำนาญ หวั่งร่าง 40,000 รายชื่อไม่ถูกปัดตก
เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2568 ที่รัฐสภา นายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมธิการแรงงาน คนที่ 3 แถลงข่าวกรณีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรํบมนตรี ปัดตกร่างพรบ.บำนานพิื้นฐานและพรบ.สหภาพแรงงาน พร้อมตัวปทนกลุ่มเครือข่ายประชาชนนจากภาคต่างๆ ว่า การที่รัฐบบาลไท่เห็นชอบต่อร่างกฎหมายดังหล่าว ไม่เป็นแต่เพียงการปฏิเสธ สวิทธิขั้นพื้นฐาน ของประชาชนเท่านั้น แต่ดเป็นการย้ำว่าแรงงานหรือคนทำงาน ในประเทศนี้ ยังคงถูกมองเป็นเปเพียงเครื่องมือ ของระบบเศรษฐกิจทมี่ไม่เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์
ตนในฐานที่เป็น ผู้แทนราษฎร อดีตผู้ใช้แรงงานนั้นมองว่า เสียดายโอกาสของคนทำงานหลายอาชีพ ที่สร้างชาติสร้างเศรษฐกิจ ด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของพวกเขามา ทั้งชีวิต เสียดายความยุติธรรมขั้นพื้นฐานที่ถูกพรากเอาไป เพราะคนทำงานคือผู้ผลิต คือลมหายใจของเศรษฐกิจไทย คือวงล้อที่ขับเคลื่อน อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การบริการ และทุกภาคส่วนของประเทศ แต่เมื่อทำงานหนักมาตลอด ชีวิตกลับต้องจบลงด้วยความยากจนในบั้นปลาย ไม่มีหลักประกัน ไม่มีบำนาญที่เพียงพอ ไม่มีสิทธิรวมตัวกันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง นี่หรือคือความยุติธรรม?
ผมและเพื่อนผู้แทนราษฎร จากพรรคประชาชน ขอยืนหยัดประกาศเจตจำนงอันแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมให้เสียงเรียกร้องของคนทำงาน ต้องเงียบหายไปท่ามกลางโครงสร้างอำนาจที่เอื้อเฉพาะกลุ่มนายทุนและผู้มีอำนาจ เพราะคนทำงานคือรากฐานของชาติ แต่กลับถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไปด้วยความเคารพในสิทธิแรงงานเช่นเดียวกัน และเมื่อพวกเรามีความเชื่อมั่นในสิทธิแรงงานอย่างแรงกล้า พวกเราจึงนำเสนอออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านร่างกฎหมายเพื่อคนทำงาน หลาย ๆ ฉบับ ที่ได้ผลักดันร่วมกับภาคประชาชน และยื่นเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
พ.ร.บ.บำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า ที่ไม่ใช่การให้ทานจากรัฐ ไม่ใช่การสงเคราะห์แล้วจบแต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ทุกคนควรได้รับการดูแลเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ โดยไม่ถูกปล่อยให้ดิ้นรนหาเลี้ยงชีพในวัยที่ต้องโรยราอย่างเดียวดาย และ พ.ร.บ.สหภาพแรงงาน ไม่ใช่ภัยคุกคามต่อระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นกลไกที่จำเป็นในการสร้างความเป็นธรรมแก่การทำงาน ต่างฝ่ายต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ฝั่งนายจ้างมีอำนาจ แต่คนทำงานก็ต้องมีเสียง และการรวมตัวของแรงงานไม่ได้เป็นภัยต่อประเทศ ไม่ได้เป็นภัยต่อระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นรากฐานของประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจที่แท้จริง
นายเซีย ยังกลฃ่าวอีกว่าแม้ที่ผ่านมา จะมีข้อสงสัยถึงความพร้อมด้านงบประมาณ ต่อการเริ่มต้นบังคับใช้กฎหมายเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ แต่ตนขอยืนยันอีกครั้งว่า ในการเลือกตั้ง ปี 2566 อดีตพรรคก้าวไกลเคยเสนอแหล่งที่มาของรายได้ 650,000 ล้านบาท เพื่อจัดทำสวัสดิการให้ประชาชนเอาไว้แล้วและประเทศไทยสามารถทำได้จริงผ่านกลไกของระบอบประชาธิปไตย
ต่อมาตัวแทนกลุ่ม เครือข่างองค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงงาน กล่าวว่า การที่รัฐบาลปัดตกพรบ.บำนานพื้นฐานผู้สูงอายุ นั้นมีความแน่นอนว่าร่าง ในการที่ร่างพรบบำนาญผู้สูงอายุพื้นฐานของภาคประชาชนกว่า 40,000 รายชื่อนั้นจะไม่ถูกปัดตก ซึ่งทางเครือข่ายมองว่าร่างพรบ.บำนาญพื้นฐานผู้สูงอายุถ้วนหน้าทั้งสี่ฉบับไม่ควรถูกปัดตก เพราะกฎหมายบำนาญผู้สูงอายุพื้นฐานทั่วหน้าเป็นหลักประกันผู้สูงอายุไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้หรือการลดความเหลื่อมล้ำในอาชีพ
z-z1603487247937.jpg)