닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมากcopy24

กต. ประท้วงความรุนแรง ​เหตุยิงเรือสินค้าไทย นำเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลางหารือที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนพรุ่งนี้ ประสานเร่งหา 3 ลูกเรือที่เหลือ  ส่วน 20 คนปลอดภัย ไม่มีใครบาดเจ็บ   เบื้องต้นเรือพาณิชย์ออกจากฮอร์มุชหมดแล้ว   



วันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)  นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์   รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ   แถลงถึง เหตุเรือมยุรีนารีถูกโจมตีที่ช่องแคบฮาร์มุช    ว่า​ เมื่อวานนี้ เวลา 11.00 น ตามเวลาของประเทศไทย เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย มยุรี​ นารี ที่มีลูกเรือไทย 23 คน​  ประสบเหตุ และได้รับความเสียหาย   บริเวณท้ายเรือ ขณะเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ​   หลังจากเดินทางออกเดินทางจากท่าเรือคาลิฟา (Khalifa Port) ในเมืองอาบูดาบี   ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์​    ซึ่งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะ  ผอ.ศบก.​ ได้รายงานความคืบหน้า เบื้องต้นจากที่ประชุมเมื่อวานนี้

ในส่วนกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูต   ได้ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศโอมาน   และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทันทีและต่อเนื่อง เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย     ซึ่งทางกองทัพเรือโอมานสามารถให้การช่วยเหลือลูกเรือไทยได้จำนวน 20 คน​    และนำขึ้นฝั่งที่เมืองคาซาบ (Khasab)  ประเทศโอมาน​ โดยจากการตรวจสอบไม่มีใครได้รับบาดเจ็บรุนแรง     แต่ยังคงต้องดูแลสภาพจิตใจ​ โดยผู้แทนท้องถิ่นบริษัทเจ้าของเรือได้พาไปพักที่โรงแรมและจัดให้มีการพูดคุยกับจิตแพทย์    และอยู่ระหว่างส่งทีมค้นหาช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน    ทั้งนี้สถานเอกอัครราชทูต อยู่ระหว่างการประสานเข้าไปยังพื้นที่ดังกล่าวทางรถยนต์ เนื่องจากเป็นเขตพื้นที่ห้ามบิน เพื่อเยี่ยมเยียนให้การดูแลลูกเรือไทย พร้อมอำนวยความสะดวกในการพากลับประเทศไทย

ทั้งนี้ กรมเจ้าท่า รายงานว่า ปัจจุบันเรือสัญชาติไทยได้เดินทางออกจาก บริเวณช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมดแล้ว   และไม่มีเรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทยตกค้างอยู่ในพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจ    ว่ากระทรวงการต่างประเทศกำลังเร่งประสานการค้นหาและให้ความช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน โดยเร็วที่สุด    พร้อมทั้งติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริง เหตุการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป

ขณะเดียวกันในทางการทูตกระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เกี่ยวกับพัฒนาการสถานการณ์ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง    เพื่อย้ำความกังวลต่อสถานการณ์วิกฤตในภูมิภาค    ซึ่งทวีความรุนแรงจากการโจมตีของอิสราเอล​ สหรัฐฯ​ และการตอบโต้ของอิหร่าน    ซึ่งได้ก่อให้เกิดภัยคุกคาม ร้ายแรง ต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือนในภูมิภาคและยังมีผลต่อประชาชนในภูมิภาคอื่น ๆ   รวมถึงคนไทย   อย่างเช่น    กรณีลูกเรือไทยที่ประสบเหตุเมื่อวานนี้

ทั้งนี้ การเคารพกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศที่ให้การคุ้มครองพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานมีความสำคัญอย่างยิ่ง     ประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุด     พร้อมลดระดับความตึงเครียดในทันที และกลับเข้าสู่การเจรจา เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและบั่นทอนเสถียรภาพของภูมิภาค และของโลก    รวมทั้งขอประท้วงความรุนแรงที่เกิดขึ้น ต่อเรือพาณิชย์ และแสดงความกังวลในเรื่องนี้​ 


โดยในช่วงเช้าวันนี้   กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญเอกอัครราชทูตอิหร่าน ประจำประเทศไทย มาพบ  เพื่อหารือข้อเท็จจริงในประเด็นนี้    และในช่วงเย็นวันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะหารือทางโทรศัพท์ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของโอมาน เพื่อขอบคุณรัฐบาลโอมาน    ที่ให้ความช่วยเหลือ และติดตามความคืบหน้าของลูกเหลืออีก 3 คน

นายปาณิดล กล่าวว่า ขณะที่พัฒนาสถานการณ์​ของตะวันออกกลางยังมีความรุนแรง​ และยังไม่แน่นอน​   ไม่มีสัญญาณจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องบางฝ่าย​ ถึงความประสงค์ที่จะยุติความขัดแย้ง​   แต่ยังมาพร้อมกับเงื่อนไขโดยฝ่ายอิหร่านได้ระบุ เงื่อนไขหลัก 3 ข้อ​ ได้แก่ การยอมรับสิทธิ์อันชอบธรรมของอิหร่าน​   การชดใช้ความเสียหาย​     การให้หลักประกันให้ชัดเจนจากประชาคมระหว่างประเทศ​ว่าจะไม่เกิดการรุกรานอิหร่านขึ้นอีกในอนาคต 

และในวันพรุ่งนี้ (13 มี.ค.) จะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ​อาเซียน​ สมัยพิเศษ​ ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของไทย เกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ต่ออาเซียนและแลกเปลี่ยนแนวทางในการรับมือและเตรียมความพร้อมของอาเซียนในระยะยาว    โดยการประชุมนี้จะเป็นโอกาสการตอกย้ำความเป็นเอกภาพของอาเซียน     และการเป็นแกนกลางของอาเซียน​ ในการรับมือกับวิกฤติที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาค

ส่วนความคืบหน้าของการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่อิหร่าน    ตามที่ได้มีการรายงานไปแล้ว     ว่า​ คนไทยที่ชุดที่ 2 อพยพออกจากอิหร่านถึงตุรกีแล้ว​ และจะเดินทางกลับถึงไทย​     โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม​ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมากลุ่มแรก   จำนวน 34 คน​     ได้เดินทางกลับถึงไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว    ส่วนใหญ่เป็นแรงงาน อีกกลุ่มจะเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้

พร้อมย้ำว่ารัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในการให้ช่วยความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบและออกจากพื้นที่อันตราย ด้วยความปลอดภัยเนื่องจากความปลอดภัยของชาวไทยในตะวันออกกลางตอนนี้คือสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด

ส่วนกรณีที่มีสื่อต่างประเทศรายงานว่าก่อนการโจมตีมีการแจ้งเตือนแล้วถึง 4-5 ครั้งนั้น นายปาณิดล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ ซึ่งสาเหตุที่เชิญทูตอิหร่าน ประจำประเทศไทยมาพบ   เพราะอยากตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่าจะพิจารณาดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่ขอย้ำอีกครั้งหลังจากได้รับรายงานเรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศได้มีความห่วงกังวลเป็นอย่างยิ่ง    จึงได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตของไทยติดต่อกับกระทรวงการต่างประเทศของโอมานทันที   ซึ่งก็ให้ความอนุเคราะห์ด้วยดีในการประสานกองทัพเรือโอมาน     เพื่อเข้าให้ความช่วยเหลือ     ส่วนความชัดเจนในการช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คนที่ตกค้างอยู่ คงต้องรอฟังการดำเนินการของกองทัพเรือโอมานซึ่งจะมีการประสานผ่านกระทรวงการต่างประเทศกับเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมัสกัต    แต่เท่าที่ทราบการเข้าช่วยเหลือมีอุปสรรคเนื่องจากเรือมีขนาดใหญ่มาก และข้างในมืดมาก     แต่กองทัพเรือโอมานก็จะพยายามให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ 

นายปาณิดล ยังกล่าวว่า  ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเรือพาณิชย์ของไทยถูกโจมตีด้วยอาวุธประเภทใด    ทราบเพียงว่าถูกโจมตีด้านท้ายเรือ     ซึ่งบังเอิญว่าลูกเรือไทยทั้ง 3 คนอยู่ใกล้กับห้องดังกล่าว   ส่วนที่มีสื่อไทยรายงานข่าวว่าลูกเรือ 2 ใน 3 คนเสียชีวิตแล้ว    ยืนยันว่ายังไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้     ซึ่งข่าวสารในช่วงนี้อาจมีความคลาดเคลื่อนได้    อยากให้รับฟังจากช่องทางทางการเท่านั้น    ขอย้ำว่าความปลอดภัยของลูกเรือทั้ง 3 คน เป็นสิ่งที่เรากังวลที่สุด    ทุกคนเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่

สำหรับมาตรการป้องกันการโจมตีเรือพาณิชย์ของไทยไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ นายปาณิดล กล่าวว่า เรื่องนี้กองทัพเรือดูแลอยู่แล้ว   ได้มีการออกแถลงเตือนเรือที่แล่นอยู่ในพื้นที่ ว่าควรปฏิบัติอย่างไรและมีแผนประเมินความเสี่ยงอย่างไร   จึงจะต้องขอให้เรือปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เบื้องต้นที่ทราบมีการแจ้งเตือนไปแล้ว 5 ครั้ง     แต่ขอย้ำว่าขณะนี้เรือพาณิชย์ของไทยได้ออกจากพื้นที่ดังกล่าวหมดแล้ว