닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บ-Recovered8

"โรม" เชื่อ ชาวอุยกูร์ไม่มีความสุขหลังถูกส่งกลับจีน - ชี้ เรื่องนี้มีพิรุธ - มอง เป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยน หลังบอกประเทศที่ 3 ไม่แน่วแน่ในการรับชาวอุยกูร์



วันที่ 6 มี.ค. 2568 ที่ รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมกรณีการผลักดันชาวอุยกูร์กลับจีน ว่า วันนี้เรามีการประชุมกันเพื่อติดตามกรณีอุยกูร์ หลังจากที่มีการประชุมและหารือกับทุกฝ่ายใน กมธ. เรามองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่ต้องมอง 2 ส่วน คือ ส่วนของเหตุผลและความจำเป็นในการส่งอุยกูร์กลับจีน วิเคราะห์ในเรื่องของความชอบด้วยกฎหมาย เพราะประเด็นนี้เท่าที่ตนทราบเขาก็มีการต่อสู้คดีในชั้นศาลอยู่ แต่อยู่ๆ เราส่งไปโดยที่ศาลยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ทำให้ดูเหมือนอาจเป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ และอีกส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ป้องกันการซ้อมทรมาร และการอุ้มหาย ซึ่งเราก็มีกฎหมายภายในอยู่ นั่นหมายความว่าอาจมีผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และอีกประเด็นที่เราจะต้องมีการพิจารณาการซึ่งมีสัญญาณมาแล้วนั้น คือเรื่องของผลกระทบต่อประเทศไทยที่อาจจะตามมา ถือเป็นเรื่องที่ใหญ่และสำคัญไม่แพ้กัน เพราะสถานทูตบางชาติก็มีการประกาศเตือน เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ที่มีการประกาศเตือนว่าหากนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาประเทศไทยต้องระวัง ซึ่งถือเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประเทศไทยแล้ว ดังนั้นเราต้องคุยกันต่อไปว่าจะมีมาตรการในการรับมืออย่างไร วันนี้เราจะเอาคนอุยกูร์กลับมานั้นคงเป็นไปไม่ได้ เราไม่สามารถไปเริ่มต้นกันใหม่ได้ แต่สิ่งที่จะต้องบริหารในวันนี้คือผลกระทบที่จะตามมา ทางด้านสังคม ด้านการก่อการร้าย ด่านเศรษฐกิจต่างๆ และตนยังยืนยันว่าเรื่องนี้เราเองก็คงอยากจะรู้ว่าเราได้อะไรจากการทำเรื่องนี้ ต้องยอมรับว่าราคาที่ประเทศไทยต้องจ่ายอาจเป็นราคาที่แพง แต่คำถามสำคัญคือเราในฐานะที่เป็นนักการเมืองของประเทศไทยคงอยากจะรู้ว่าสุดท้ายแล้วประเทศไทยได้อะไรจากการส่งคนอุยกูร์กลับจีน ซึ่งวันนี้ตนได้เชิญหลายคนเข้ามาพูดคุยแต่ก็ทราบว่ามีหลายคนไม่ได้ให้ความร่วมมือที่จะมาตอบข้อซักถามต่างๆ ของ กมธ.ความมั่นคง โดยตนได้เชิญนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่มา เชิญนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กระทรวงกลาโหม พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รมว.กระทรวงยุติธรรม นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ โดยทั้งสามคนก็ดั้งด้วยกันในการแถลงชี้แจงต่อสื่อมวลชน ซึ่งวันนี้ก็ไม่ได้มา แต่ส่งเลขา สมช.มาแทน แลกมีผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศที่จะมาตอบคำถามแทนด้วย ก็ต้องดูในรายละเอียดว่าสุดท้ายแล้วคนที่มาเหล่านี้จะสามารถตัดสินใจในเชิงนโยบายได้หรือไม่ แต่เรายืนยันว่าในการทำหน้าที่ของเราในเรื่องนี้ วันนี้ต้องคุยกับคนที่เข้าใจในเรื่องของนโยบาย เผื่อจะได้นำไปสู่ในการเตรียมพร้อมการรับมือในเรื่องต่างๆ ต่อไปในอนาคต 

เมื่อถามถึงกรณีที่เป็นที่ครหาเกี่ยวกับกล้องวงจรปิดนั้น ทาง กมธ.มีการเรียกหรือไม่ นายรังสิมันต์ ระบุว่า คงต้องมีการถาม การที่จะบอกว่าคนอุยกูร์เขาเต็มใจไปนั้น ไม่ใช่ฟังจากเจ้าหน้าที่รัฐของฝั่งไทยหรือฝั่งจีน ไม่ได้เป็นเรื่องของคำมั่นสัญญา แต่ต้องดูพฤติกรรมว่า ณ วันนั้นที่เขาไป เขาไปด้วยความเต็มไปหรือไม่ มีการบันทึกภาพไว้หรือไม่ ซึ่งตนเชื่อว่ามีแน่นอน แต่อยู่ที่ว่าจะให้หรือไม่ อีกประเด็นตนคิดว่าการส่งคนอุยกูร์ไปจีน ไม่ได้เป็นการส่งครั้งแรก ตัวแทนของไทยที่ไปด้วยนั้นได้ดูหรือไม่ว่า 109 คนก่อนหน้านี้มีสภาพความเป็นอยู่อย่างไร หากเราอยากมั่นใจว่า 40 คนรอบนี้มีความปลอดภัยหรือไม่ วิธีการดูคือดูจากรอบที่แล้วว่าเป็นอย่างไร  คำถามคือได้มีการจรวจสอบหรือไม่ ส่วนอีกประเด็นคือมีการพยายามแสดงภาพให้เราเห็นว่าเขาได้เจอครอบครัว ทุกอย่างดูหวานชื่น แต่ก็มีพิรุธ เพราะคนที่ลงมาเท่าที่ตนดูหน้าตาเขาไม่ได้เต็มใจหรือมีความสุขเลย คนไม่ได้เจอครอบครัวมา 11 ปี ทำไมหน้าตาดูเศร้าหมอง ไม่มีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้น ดังนั้นหลายๆ อย่างตนรู้สึกว่ามีพิรุธของเรื่องนี้ แต่แน่นอนเราก็ต้องให้โอกาสฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงให้เต็มที่ หนังสือ เอกสารที่เป็นคำสัญญา ก็คงต้องถามว่ามีหรือไม่ รายละเอียดเป็นอย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีที่จะมีการพาสื่อมวลชนไปดูที่ประเทศจีนนั้น นายรังสิมันต์ เผยว่า ตนคิดว่าการไปดูแบบนั้นไม่ใช่วิธีการที่จะนำไปสู่การตรวจสอบที่แท้จริง ซึ่งหากจะตรวจสอบที่แท้จริงนั้นก็ควรให้อิสระในการที่จะไปตรวจสอบหรือพูดคุย ซึ่งตนไม่มั่นใจว่าสื่อมวลชนหรือใครก็ตามที่ไปจะมีอิสระแบบนั้น แต่หากมีอิสระในระดับนั้นก็อาจเป็นไปได้ แต่ตนไม่คิดว่าเราจะมีอิสระขนาดนั้น ซึ่งไม่น่าจะมีใครการันตีได้

เมื่อถามต่อถึงความปลอดภัยหลังส่งชาวอุยกูร์กลับจีน เนื่องจากทางการจีนได้ทำหนังสือรับรองความปลอดภัยมาจะเพียงพอที่จะการันตีความปลอดภัยได้หรือไม่ นายรังสิมันต์ ระบุว่า ตนคิดว่าเรื่องนี้จะพิจารณาการการันตีหรือความปลอดภัยนั้นต้องดูหลายๆ บริบท ไม่ใช่แค่คำสัญญาเท่านั้น เพราะชีวิตคนหากเกิดอะไรไปแล้วนั้นก็ทวงคืนไม่ได้ กรณีแบบนี้เคยเกิดขึ้นที่ต่างประเทศ แต่ของเราเริ่มมีพิรุธตั้งแต่การส่งไปในยามวิการ ติดสติ้กเกอร์สีดำ กระบวนการยังอยู่ในชั้นศาลแต่เราก็ยังแอบส่งไป หลายอย่างทำให้ไม่สามารถเชื่อมั่นได้ว่ากรณีนี้จะเป็นการทำเพื่อคนอุยกูร์จริงๆ

เมื่อถามต่อว่ามีการโต้เถียงกันเรื่องของประเทศที่ 3 ที่จะมารับนั้น หลายฝ่ายมองว่าไม่มีประเทศที่แน่วแน่จริงๆ ที่จะรับตัวชาวอุยกูร์กลับไป นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เท่าที่ตนทราบมาโดยตลอด คือ เราไม่กล้าส่งไปประเทศที่ 3 ้พราะกังวลเรื่องความสัมพันธ์กับจีน จริงๆ ไม่ต้องโทษคนอื่นว่าเขาแน่วแน่หรือไม่ เพราะการโทษแบบนั้นเป็นการแกว่งขาหาเสี้ยน ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กังวลว่าจะกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน แล้วตนคิดว่าเป็นเรื่องที่พูดคุยกันได้ว่าความกังวบนี้จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร แต่ทานโทษประเทศอื่นว่าไม่แน่วแน่นั้นจะทำให้เรื่องนี้ยิ่งเลวร้ายมากขึ้น และจะทำให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น