닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมาก---1

"อภิสิทธิ์" ชี้ประเทศไทยมีสิ่งดีๆมากแต่ติดหล่มเศรษฐกิจ จ่อเชิญผู้ทรงคุณวุฒิหาทางออก 28 นี้ บอกเสียดายนักการเมืองเสมือนอยู่คนละโลกกับ ปชช. เผยเข้ามาสลายความขัดแย้งในพรรค ย้ำยึดมั่นสัจจะและอุดมการณ์ - มองไทยควรเดินหน้าเชิงรุกปัญหาแนวชายแดน ชี้ยกเลิก mou ต้องมียุทธศาสตร์ต่อไว้ว่าจะเดินอย่างไร



วันที่ 20 ต.ค. 68 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ ภายหลังการประชุมกรรมการบริหารพรรคเสร็จสิ้น ว่า หลังจากที่คณะกรรมการบริหารได้รับเลือกเมื่อวันที่ 18 ต.ค. ที่ผ่านมา วันนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้มาพบปะกัน และได้มีการปรึกษาหารือกัน เพราะทราบดีว่าเหลือเวลาน้อยมาก แต่อย่างไรก็ตามเราต้องรอการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน ถึงจะสามารถทำอะไรอย่างเป็นทางการได้ 

โดยเรื่องหลักๆวันนี้ที่ได้พูดกันเรื่องแรก คือนโยบาย เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ ต้องสร้างความหวังให้กับประชาชนให้ได้ หัวใจหลักของนโยบายยืนยันว่า มีสิ่งดีๆมากมาย แต่วันนี้ประเทศไทยทำไม่ได้ เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจ ฉะนั้นแนวคิดที่ให้เศรษฐกิจเติบโตจะเกี่ยวพันไปถึงเรื่องการยกระดับเรื่องการเกษตร การปรับเศรษฐกิจไทยให้เป็นเศรษฐกิจสีเขียว และลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการผูกขาด เราจึงเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ให้มาชี้แนะเราในวันที่ 28 ต.ค.  ซึ่งเราตั้งโจทย์ให้ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นผู้นำความคิดหรือนำการปฏิบัติว่า ประเทศไทยต้องการอะไรจากนักการเมือง ก็จะมาพูดคุยกับทางคณะกรรมการบริหาร เรื่องต่อมาคือเรื่องเตรียมตัวผู้สมัคร เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง และเราต้องทำงานแข่งขันกับเวลา และพรรคประชาธิปัตย์ต้องเคร่งครัดกับการทำตามกฎระเบียบข้อบังคับกฎหมายเกี่ยวกับการสรรหาผู้สมัคร โดยวันนี้ได้คุยกันไว้แล้วว่า คณะกรรมการสรรหา จะต้องมีการประชุมเลือกประธานจะทำงานกับรองภาค และบรรดาสาขา ตัวแทนจังหวัดทันที

ซึ่งก่อนหน้าตนใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ พูดคุยกับบุคลากรในพรรค ซึ่งสส.หลายท่าน ที่ให้การสนับสนุนตนในวันเสาร์ที่ผ่านมา ก็ได้มาบอกตนว่าอาจจะไม่ได้ร่วมงานกัน ซึ่งตนก็เข้าใจ แต่ก็พยายามให้ดีที่สุด ก็พยายามที่จะพูดคุยและรักษาบุคลากรของเราทุกคน แต่ธรรมชาติของการเมือง เมื่อมีการพูดคุยเจรจาหรือตกลงอะไรไว้ ก็เข้าใจเขา แต่ทั้งนี้ก็ถือเป็นอุปสรรค

ซึ่งการพูดคุยไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของมิติทางสังคม สิ่งแวดล้อม และความเป็นธรรม รวมไปถึงเรื่องการเมือง ยกตัวอย่างเช่น เศรษฐกิจไม่เติบโต เพราะเรามีคอรัปชั่นมาก รวมถึงการจะทำให้เศรษฐกิจไทยโต ต้องสามารถเพิ่มพูนทักษะให้กับคนปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ ดังนั้นเศรษฐกิจจะโต การเมืองก็ต้องดี การศึกษาก็ต้องดี และมีมิติของความเหลื่อมล้ำ ความยั่งยืน สิ่งแวดล้อมร้อยเรียงกันหมด

เมื่อถามว่าการกลับมาครั้งนี้ ถือเป็นการให้ความหวังใหม่ของประชาชนหรือตัวเลือกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า เป็นหน้าที่ของนักการเมืองอยู่แล้ว ตนรู้สึกเสียดายว่า ช่วงหลังนักการเมืองเหมือนอยู่คนละโลกกับประชาชน เพราะข่าวการเมืองที่เราเห็นทุกวันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับประชาชน ต้องการทำให้การเมืองแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้จริงๆ การแก้แก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นหน้าที่ของการเมืองไม่ใช่การเล่นเกมต่อรองประโยชน์ 

ส่วนการเลือกตั้งครั้งหน้า ตั้งเป้าจำนวนสส.ที่คาดหวังไว้เท่าไรนั้น ก็อยากได้มากที่สุด ส่วนจะลงที่ไหนมากที่สุดนั้น นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นของคนทั้งประเทศ จะส่งลงทุกเขตหรือไม่ ก็ต้องดูตามความเป็นจริง เพราะต้องทำงานแข่งขันกับเวลา อีกทั้งมีสส.บางรายที่อาจไม่ได้ร่วมงานกัน  ส่วนคนที่ยังลังเลหรือกั๊กไม่ตัดสินใจนั้น ตนไม่ทราบ แต่เห็นคุณค่ากับบุคลากรทุกคน ใครที่ร่วมงานกับประชาธิปัตย์มาก็ยินดีที่จะทำงานด้วยต่อ แต่ก็ขึ้นอยู่กับเขา ว่าแนวทางของตนทำกับสิ่งที่เขาต้องการทุกอย่างจะสอดคล้องหรือไม่ 

เมื่อถามว่าสส. ที่ให้คำมั่นสัญญากับนายอภิสิทธิ์ยังมีอยู่หรือไม่ หรือไปหมดเลย นายอภิสิทธิ์ หัวเราะพร้อมตอบว่า “คงไม่หมดหรอกครับ” ส่วนกรณีนางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ว่าที่ สส.จังหวัดตรัง ก็มีการพูดคุยอยู่ตลอด และพยายามพูดคุยกับสส.ทุกท่าน ซึ่งตนยอมรับไม่ได้อยู่ในการเมืองมาระยะหนึ่ง ก็คงไม่ทราบข้อมูลทั้งหมด เพียงแต่บอกถึงความตั้งใจ ว่าสิ่งที่ตนพยายามกลับมาทำนั้นคืออะไร

ส่วนกรณีที่มีชื่อนายสาธิต ปิตุเตชะ ถูกตั้งเป็นรองหัวหน้าพรรค ในขณะที่ทางนายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ อดีตสส.จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ มีปัญหาขัดแย้ง จะยากที่จะอยู่ในพรรคต่อ หรือเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า สส.ตรังไม่อยู่ในพรรคแล้ว นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า  ตนไม่ได้ยินแบบนั้น แต่ตนก็คุยกับทั้งสส.ตรัง ทั้งนายสาธิต ว่า ที่บอกว่ามีคนนั้นไม่มีคนนี้ เหตุมันคืออะไร ตนทำได้แค่เพียงว่ามาสลายเหตุนั้น ส่วนทะเลาะกันแล้วก็ดูว่าจะไปด้วยกันได้หรือไม่  ย้ำว่าตนอยากรักษาทุกคนไว้ 

เมื่อถามว่ากรรมการบริหารชุดก่อนได้ข้ามขั้วไปจับมือกับพรรคเพื่อไทย ทิศทางต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นอย่างไรนายอภิสิทธิ์ บอกว่า รอดูท่าที และจุดยืน รวมถึงการกระทำของแต่ละพรรค แต่ทั้งหมดทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่า ตนยึดถือเรื่องอุดมการณ์และสัจจะที่สำคัญ

ส่วนเรื่องการวางแนวทางชายแดนไทยกัมพูชา นายอภิสิทธิ์ บอกว่า เบื้องต้นทางกองทัพปฏิบัติภารกิจได้ดี ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน แต่ปัญหาชายแดนและความมั่นคง แก้โดยกองทัพไม่ได้ ต้องแก้ควบคู่กันกับเรื่องของการทูตหรือนโยบายการต่างประเทศ และการสร้างความเข้าใจที่ดี ซึ่งสิ่งที่เรากังวลนั้น คือทิศทางรัฐบาลขณะนี้ที่ขาดความชัดเจน เนื่องจากนำเรื่อง MOU 43-44 ไปผูกกับการทำประชามติ แต่เราอยากเห็นการทำงานในเชิงรุก  ซึ่งตนเคยได้ฝากกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไว้ว่า ให้ระมัดระวังกัมพูชาที่ใช้ทุกเวทีระหว่างประเทศ อย่าตั้งรับอย่างเดียว เราต้องทำเชิงรุกมากขึ้น อยากให้ไทยเดินหน้าเรื่องการทูตให้ดี เพราะสถานะประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก เราสามารถที่จะมีบทบาทได้มากกว่านี้

เมื่อถามถึงกรณีการพิจารณาของรัฐบาลในการทำประชามติ ยกเลิกMOU43-44 มองเป็นเรื่องละเอียดอ่อนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า เป็นนโยบายของรัฐบาลไปแล้ว ถ้าถามตนก็มีข้อกังวลเยอะ 1.ข้อตกลงแบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายต่อการทำความเข้าใจในเชิงประเด็น 2.การให้ข้อมูลในเรื่องแบบนี้ กลายเป็นว่าเราอยากให้ประชาชนรู้และตัดสินใจแต่กัมพูชาจะรู้พร้อมกับเราหรือไม่ ซึ่งจะเป็นปัญหาและอุปสรรค แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ถ้ารัฐบาลยืนยันจะเดินหน้า สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องทำให้ชัดเจนด้วยก็คือ ถ้าจะยกเลิกMOU ทั้งสองฉบับ ต้องบอกทางเลือกหรือยุทธศาสตร์ต่อไปอย่างไร ซึ่งตนยังไม่ได้ยินรัฐบาลให้ทางเลือกนี้ กับประชาชนจะได้ตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น