닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บ0

"อนุสรณ์" ขอน้ำปลาให้ฝ่ายค้าน หลังเปิดยุทธการโรยเกลือ แต่จืดชืด โว องครักษ์พิทักษ์ข้อบังคับ ไม่ต้องปรับแผน ซัด "วิโรจน์" ฉวยโอกาสได้ค่าปม 'กีกี้' ชวนจับตา งูเห่าโหวตมติไว้วางใจ นายกฯ



วันที่ 25 มี.ค. 2568 ที่ รัฐสภา นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการอภิปรายเรื่องและวางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี วันแรก ว่า ตนอยากเริ่มต้นเรียนผ่านสื่อฯ ไปยังประชาชนว่าสำนักข่าวไหนจะโปรยหรือพาดหัวข่าว อยากให้พาดหัวข่าวว่า "อนุสรณ์ ร้องสภาฯ ขอน้ำปลาให้ฝ่ายค้าน ด่วน" เนื่องจากเมื่อวานนี้เขามียุทธการโรยเกลือ แต่ดูแล้วเกลือน่าจะไม่พอ และเกลือมาวันนี้คงจะไม่ทัน ฉะนั้นจึงร้องขอน้ำปลาด่วน เพราะเป็นการอภิปรายที่จืดชืดมาก ตนไม่ได้ให้เกณฑ์การประเมินหรือชี้วัดด้วยตัวเอง แต่ติดตามจาก feedback การประเมินจากสื่อมวลชนหลายสำนัก และประชาชนก็บอกว่าย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคประชาธิปัตย์ เช่น อภิปรายเรื่อง ส.ป.ก. 4-01 ดูหนักแน่น เป็นเรื่องเป็นราว ดูมีใบเสร็จ แต่เมื่อวานนี้ก็ต้องใช้คำว่าเสียเวลาสภาฯ ไปหลายจุด ซื้อก่อนหน้านี้สื่อมวลชนคงสงสัยว่าจะเอาอะไรมาอภิปราย 5 วัน 5 คืน แต่วันนี้เห็นชัดเจนแล้วว่าหากให้เวลา 5 วัน 5 คืน จะเจิดยิ่งกว่านี้ แล้วแต่ละคนขอเวลามา 65 นาที 80 นาที น้อยสุดประมาณ 35-50 นาที ความจริงแล้วตามที่ตนเคยบอกไปว่าหากเราไปดูคลิปสักคลิปหนึ่ง เช่น วิธีการเลี้ยงกบหรือการปลูกฝรั่งกิมจูก็จะเจอกับเวอร์ชั่น 30 นาที 15 นาที 10 นาที หรือ 1 นาที หากเป็นตนจะเลือกกดดู 1 นาที ฉะนั้นตนกำลังจะอธิบายว่า หากเก่งข้อเอาข้อมูลเนื้อๆ เน้นๆ มา ไม่ต้องไปขี่ม้าเลียบค่าย ไม่ต้องมีวาทกรรมเยอะ 

หากสื่อมวลชนถามว่าทีมพิทักษ์ข้อบังคับการประชุมขอพรรคเพื่อไทยต้องปรับแผนหรือไม่ ซึ่งตนบอกว่าเราไม่ต้องปรับ โดยสถิติที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาฯ คนที่ 2 พูดเมื่อวานนี้ กลายเป็นว่าทีมพิทักษ์ข้อบังคับการประชุมของพรรคเพื่อไทยใช้เวลาน้อยกว่าการประท้วงของฝ่ายค้าน และบางส่วนไปบอกว่าช่วงเวลาที่นายภราดร ลุกขึ้นแล้วให้ผู้ประท้วงนั่งลงนั้น มีการไปนำเสนอในลักษณะว่าเกิดความวุ่นวาย ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ แต่ ส.ส.ที่ไม่ยอมนั่งลงแล้วยืนหน้าบัลลังก์จ้องหน้าประธานนั้น คือนายวิโรจน์ โดยพรรคเพื่อไทยไม่มีใครทิพย์ไปมีพฤติกรรมเช่นนั้น ทำวินิจฉัยของประธานถือเป็นที่สิ้นสุด การที่ทีมพิทักษ์ข้อบังคับการประชุมสภาของพรรคเพื่อไทยลุกขึ้นมานั้น จะต้องอ้างการผิดข้อบังคับให้ได้ว่าผิดข้อบังคับข้อไหน เช่น ข้อ 9 ประธานวางตัวเป็นกลาง , 2 ประธานต้องควบคุมการทำหน้าที่ , ข้อ 69 ห้ามอภิปรายในลักษณะเกรดสี ลักษณะใสร้าย และข้อ 71 วรรค 2 ตอนปลายพระเทพบุคคลอื่นทำให้เสียหาย เป็นต้น ฉะนั้นผ่านไป 1 วัน ก็เป็นตัวชี้วัดหรือสถิติที่บ่งชี้ว่าจริงๆ พรรคเพื่อไทยไม่ต้องปรับอะไร ทุกคนก็ทำตามที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนช่วงเวลาที่เหลือเราเข้าใจและคงไม่ได้ประท้วงอะไรหากไม่ผิดข้อบังคับ ต้นขอยกตัวอย่างการอภิปรายของบางคนจากพรรคฝ่ายค้าน แม้เนื้อหาจะหนักแน่นแต่ก็ไม่ได้มีการเสียดสีที่ชัดเจน ไม่ได้มีการใส่ร้ายที่ชัดเจนมาก เราก็ปล่อยให้อภิปราย เพราะเรามั่นใจว่านายกรัฐมนตรีจะสามารถตอบได้ทุกคำถาม รวมถึงรัฐมนตรีคนอื่นๆก็สามารถจะตอบคำถามได้เป็นอย่างดี และข้อบังคับของสภาก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้ สส. พรรคร่วมรัฐบาลไปชี้แจงแทน เราเพียงแต่ทำหน้าที่ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ และเมื่อประธานอนุญาตให้พูดเราก็พูดว่ามีการผิดข้อบังคับข้อใดหรือไม่ และเป็นหน้าที่ของประธานในการวินิจฉัย ดังนั้นก็ชี้ชัดแล้วว่าเราไม่ต้องมีการปรับแผนเพราะเตรียมมาตั้งแต่ต้นและมีการพูดคุยกันแต่ต้นว่าการรบประท้วงหรือให้ประธานวินิจฉัยจะทำในกรณีที่จำเป็นจริงๆ

เมื่อถามถึงกรณีที่มีนายภูมิธรรม พูดถึงความหมายของคำว่า 'กีกี้' นั้น นายอนุสรณ์ ระบุว่า อย่างที่ตนบอกว่าการอภิปรายจืดจนต้องขอน้ำปลา แต่นี่เป็นการใส่พริก แล้วไม่สมเหตุสมผล การไปกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีเรื่องภาษี หรือหนีภาษี แล้วไปจินตนาการใหญ่โตถึงขั้นว่าเอาไปทำธุรกิจที่ไม่เหมาะสม ไปร่วมกับทุนเทาหรือทุนข้ามชาติ นี่คือการใส่ร้ายโดยการใส่จินตนาการอย่างแน่นอน ดังนั้นด้วยเนื้อหาที่ยาว ซึ่งการอภิปรายยาวขนาดนั้นก็ต้องมีการทักท้วงอยู่แล้วว่าอภิปรายวนเวียน ซ้ำซาก เสียดสี ใส่ร้าย เมื่อมีการโดนจี้หนักๆ เข้าก็ไปไม่เป็น แต่คำว่า 'กีกี้' ตนคิดว่าเป็นความพยายามในการฉวยจังหวะ ฉวยโอกาสที่จะใส่ร้ายหรือด้อยค่าผู้อื่น หากคำว่า 'กีกี้' พี่พยายามจะอธิบาย เช่น บอกว่าเป็นเสียงร้องของลูกสมุนปีศาจ คำถามคือใครเป็นลูกสมุนใคร แสดงว่าการทำหน้าที่ของพรรคร่วมรัฐบาลที่เขาพิทักษ์ข้อบังคับการประชุม ที่มีการไปพูดว่าประท้วงตามงวดงาน ตามสัญญาจ้าง หรือเป็นเสียงร้องลูกสมุน เรื่องนี้ถือว่าเสียดสี ใส่ร้าย ด้วยค่าหรือไม่ วิญญูชนก็พึงตัดสินได้ 

ส่วนกรณีของนายภูมิธรรม ก็ต้องให้ความเป็นธรรม ซึ่งหากพิมพ์คำว่า 'กีกี้' ก็มีโอกาสที่จะไปเจอถ้อยคำไม่เหมาะสม ประกอบกับผู้อภิปรายเรื่อง 'กีกี้' ต้องใช้คำว่า character หรือพฤติกรรมก่อนหน้านี้อาจทำให้สงสัยได้ ตนคิดว่าจากกรณีดังกล่าวนี้ทำให้ได้เห็นว่ามีทัศนคติ พฤติการณ์ และวิธีคิดแบบนั้นจึงทำให้คนสงสัยได้ และเมื่อพิมพ์คำนั้นก็เจอคำแปลที่เป็นถ้อยคำไม่เหมาะสมจริงๆ 

เมื่อถามต่อว่าคิดว่าการโหวตหรือการชี้แจงของนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ไม่ต้องมีใครช่วย โดยสามารถชี้แจงเองได้หรือไม่นั้น นายอนุสรณ์ ระบุว่า เมื่อวานนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีใครช่วย แต่บางเรื่องก็ต้องบอกว่าการบริหารราชการแผ่นดินกับข้าราชการ เขาทำงานเป็นทีมและมีกระบวนการการมีส่วนร่วม นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ เป็นผู้มอบหมายสั่งการ แต่การทำงานมีทั้งการมอบไม้ สั่งการ ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล ดังนั้นไม่ได้หมายความว่านายกรัฐมนตรีจะต้องทำทุกอย่างด้วยตัวต้านเพียงผู้เดียว ไปหาถามว่าเรื่องทุกเรื่องที่รัฐมนตรีอธิบายไปนั้นภาพรวมนายกรัฐมนตรีรับรู้รับทราบหรือไม่ ก็ทำตามนโยบายนายกรัฐมนตรีทั้งหมด และตนเชื่อว่าวันนี้ก็ยังยืนยันแบบเดิม ว่าการประท้วงให้วินิจฉัยการผิดข้อบังคับก็น่าจะระมัดระวัง รัดกุมตามแนวทางเดิมอยู่แล้ว ส่วนนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีก็จะเหลือเวลาในการชี้แจง ตนเชื่อว่าช่วงเวลาที่เหลือเราไม่ต้องใช้เวลาในการพูดเรื่องเดียวกัน 50 นาทีอย่างเขา

ส่วนตัวคิดว่าจะหมดผ่านหรือมีประเด็นที่เป็นข้อสังเกตุหรือมไ่นั้น นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้ตอบด้วยความเห็นส่วนตัว แต่ฟังจากหัวหน้าพรรคการเมืองบางพรรค ฟังจากผู้ที่มีประสบการณ์ ที่เขาบอกว่าเสียงพรรคร่วมรัฐบาลมาครบ มาเต็ม มาแน่นแน่นอน ปต่จะมีเพิ่มหรือไม่นั้น เรื่องนี้ก็ต้องติดตาม