닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บ2ยบน

"ลัทธิสีรุ้ง" ขอความเป็นธรรม หลังมีผู้เสียหายร้องเรียน อาจจะถูกหลอกลวง ขณะที่เจ้าเมืองยืนยันไม่เคยมีการชักชวนมาลงทุน 



จากกรณีชาวบ้านร้องเรียนว่ามีกลุ่มที่ตั้งตนเป็นลัทธิประหลาดอยู่ในพื้นที่ อ.ปรางค์กู่ โดยอ้างว่ากลุ่มลัทธินี้ได้พยายามใช้วิธีการในการล่อลวงให้ผู้หลงเชื่อนำเงินไปลงทุน และหลงเชื่อด้วยความเต็มใจ นอกจากนั้น ยังมีพฤติกรรม คำพูด และบทสวดที่เข้าขั้นลามก ทำให้ครอบครัวของผู้ที่เป็นสมาชิกในลัทธิประหลาดนี้ทนไม่ไหว ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรปรางค์กู่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการในเรื่องนี้ ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด นายวิทยา ไชยเดชกำจร นายอำเภอปรางค์กู่ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ขวัญเมือง โกสุมา ผกก.สภ.ปรางค์กู่ พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่สถานที่ตั้งลัทธิที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ลัทธิสีรุ้ง อยู่บริเวณกลางทุ่งนา ภายในพื้นที่ส่วนบุคคลบนพื้นที่ 23 ไร่ ของนายกรันยา หรืออดีตพระกรันยา ในอดีตพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นที่ตั้งที่พักสงฆ์ก่อนถูกเจ้าหน้าที่สั่งปิดสำนักสงฆ์ โดยปัจจุบันปรับสถานที่ดังกล่าวมาใช้ส่วนบุคคลในการตั้งลัทธิ หรือเมืองอมตะมหานคร ที่มีสมาชิกประมาณ 40 คน

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงประตูทางเข้า ก่อนจะมุ่งสู่ประตูหลักที่จะเข้าไปภายในลัทธิ มีการติดธงสีรุ้งหลากสี และป้ายยินดีต้อนรับ และป้ายที่มีชื่อว่า เมืองอมตะมหานคร เดินผ่านเส้นทางกลางทุ่งนาระยะทางประมาณ 500 เมตร จะมีประตูที่จะเข้าสู่ภายในลัทธิ ซึ่งมีการปิดประตูอย่างแน่นหนา ติดป้ายสีแดงขนาดใหญ่อยู่ข้างบน มีข้อความว่า อมตะมหานคร มีสมาชิกกลุ่มลัทธิสวมชุดแต่งกายเสื้อ กางเกง และหมวกหลากสี คล้ายสีรุ้ง ยืนสังเกตการณ์อยู่และห้ามทุกคนเข้าไปภายในพื้นที่ โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล และห้ามทุกคนบุกรุก มีการบันทึกวิดีโอเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ลงพื้นที่ พร้อมข่มขู่ว่าใครบุกรุก จะดำเนินการฟ้องทุกคนที่บุกรุก นายอำเภอใช้เวลาเจรจากับผู้แทนของกลุ่มลัทธิประมาณ 20 นาที จนสุดท้ายจึงสามารถเข้าพบกับเจ้าของลัทธิได้ ซึ่งปัจจุบันกลุ่มลัทธินี้จะเรียกบุคคลดังกล่าวว่า ท่านเจ้าเมือง

จากนั้นเจ้าเมืองจึงเดินทางออกมาพูดคุยกับ นายอำเภอปรางค์กู่ และผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรปรางค์กู่ พร้อมกับญาติของผู้เสียหายร่วมเจรจา ขณะมีการเจรจากลุ่มลัทธิ ได้มีการตะโกนห้ามบันทึกภาพ พูดตัดบทกรณีเมื่อถ้อยคำใดไม่ถูกใจกลุ่มตัวเอง และสนับสนุนคำพูดของนายกรันยา ดั่งเป็นผู้วิเศษ


ขณะที่แม่ของผู้เสียหายทั้ง 2 ครอบครัวจะออกมาชี้แจงว่า นำเงินมาให้เจ้าเมืองจริง แต่เป็นการให้โดยไม่ได้ถูกบังคับ และที่นำมาให้ก็เป็นสมบัติของตน ซึ่งตนมีสิทธิ์อยากจะให้ใครก็ได้ และตนต้องการทำเพราะอยู่ที่นี่แล้วสบายใจ ลูกของพวกตนก็ได้สร้างชีวิตให้เขาแล้ว บั้นปลายต้องการอยู่ที่นี่แล้วมีความสุข ก่อนที่จะมีการเจรจาเพิ่มเติม โดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง การเจรจาจึงเสร็จสิ้น


ด้านผู้เสียหายที่เป็นลูกชายของสมาชิกในกลุ่มลัทธิ เปิดเผยว่า ตนมีแม่เพียงคนเดียวและลัทธินี้ทำให้แม่ของตนเปลี่ยนไปจนกระทั่งทิ้งครอบครัว และทำไมต้องไปเชื่อคนอื่นมากกว่าคนในครอบครัวที่เขาใช้วาจาหว่านล้อม ซึ่งตนก็ไม่สามารถทำอะไรในจุดนี้ได้ เพียงแต่หาทางที่จะช่วยเหลือแม่ของตนต่อไป