닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมาก4

"มาร์ค" ย้ำ ท่าทีรัฐบาลไทย ต้องชัดเจน ปมปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา แนะ รัฐบาล ต้องรู้เท่าทันเล่ห์ อย่าผูก2 เรื่องไว้ด้วยกัน  ย้ำเร่งแจงสังคมโลก "เขมร" เป็นฝ่ายเริ่ม ทำผิดข้อตกลงก่อน ถามตรงทำไม "สหรัฐฯ" ไม่ระงับข้อตกลงการค้าภาษีสินค้านำเข้า "เขมร"



วันที่ 17 พ.ย. 2568  ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์​ เวชชาชีวะ​ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงท่าทีของนายอนุทิน​ ชาญ​วีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อกรณีการประกาศยุติปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา และการประกาศยุติการเจรจาอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยของทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ว่า​  เรื่องนี้ทุกคนเห็นตรงกันสิ่งสำคัญคือเรื่องอธิปไตย และทุกคนอยากสนับสนุนกองทัพฝ่ายความมั่นคงในการปฏิบัติภารกิจ แต่ตนขอย้ำอีกครั้งว่า เรามักตั้งคำถามที่ผิด  ว่า จะเลือกการทหารหรือการทูต ซึ่งความจริง2เรื่องนี้ไปด้วยกันเพราะการทูตที่แข็งแกร่งจะทำให้ทหารทำงานได้ง่าย​ เช่น  ถ้าทะเลาะกันแล้วคนโดยรอบมองว่าคุณเป็นฝ่ายถูก จะง่ายขึ้น​ และหากคนทั้งโลกมองว่าคุณเป็นฝ่ายผิด ก็จะทำให้เหนื่อยขึ้น​  ดังนั้น การทูตจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะทำให้ฝ่ายความมั่นคง และทหารทำงานได้เต็มที่​ วันนี้มีเรื่องที่รัฐบาลทำข้อตกลงไว้ ซึ่งมีทั้งสหรัฐอเมริกาและประธานอาเซียนเป็นพยาน ซึ่งสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ประธานาธิบดีเขามักจะใช้ภาษีสินค้านำเข้าเป็นเครื่องมือทุกด้านเช่น ตอนที่ปรับขึ้นอัตราภาษีจีน และประเทศอื่นในภูมิภาค ก็อ้างเรื่องยาเสพติด การเข้าเมืองผิดกฎหมาย และบางประเทศขู่ถึงเรื่องการเมืองภายในประเทศนั้นๆ ดังนั้น เราห้ามเขาไม่ได้เพราะเป็นนโยบายของสหรัฐฯ​ แต่เราสามารถยืนยันได้ว่า จะไม่นำทั้งสองเรื่องมาผูกกัน

“วันนี้รัฐบาลจะต้องมีสมาธิ​ เรื่องการค้าสหรัฐฯจะเจรจาหรือไม่​ ต้องถามว่าวันนี้เราพร้อมเจรจามากแค่ไหน เพราะสหรัฐได้ตั้งเป้าไว้อยู่แล้วว่าจะต้องเกิดความชัดเจนในการเจรจาภายในสิ้นปีนี้ ที่เหลือเวลาเพียงเดือนครึ่ง แต่วันนี้สิ่งที่รัฐบาลเคยไปตกลงกรอบความร่วมมือทั้งเปิดการนำเข้าสินค้าเกษตร รายการนำเข้าสินค้าโดยไม่เก็บอัตราภาษีกว่าร้อยละ 90 หรือยอมรับมาตรฐานการตรวจสอบของสหรัฐฯ​ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไทยพร้อมแล้วหรือไม่ และได้บอกให้คนไทยรู้แล้วหรือไม่ ได้เตรียมมาตรการสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบแล้วหรือไม่  รัฐบาลจึงควรทำตรงนี้ให้ดีที่สุด  ส่วนการเจรจาจะได้หรือไม่ก็เป็นเรื่องทางการทูตที่ค่อยไปว่ากัน  หากฟังข่าวประเด็นนี้ ยังอาจเกิดความสับสน  สหรัฐฯแจ้งว่า จะระงับแต่นายกรัฐมนตรีกล่าวภายหลังว่า ได้พูดคุยกันแล้ว ไม่มีปัญหา แต่ตนอยากจะนำเสนอว่า ควรตรวจสอบก่อนว่า สหรัฐฯเคยระงับการเจรจาการค้ากับกัมพูชาหรือไม่ เพราะจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสหรัฐฯเชื่อใคร​  ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เคยยืนยันแล้วว่า เหตุขัดแย้งไทย-กัมพูชา เกิดจากกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ฉะนั้นจะต้องดูว่าสหรัฐฯ เชื่อเราหรือไม่ เพราะหากเชื่อเรา อย่างน้อยก็ต้องระงับการเจรจากับกัมพูชาด้วย รวมถึงจากที่ได้ฟังการการแถลงของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน  จึงขอให้รัฐบาลไทยเอาให้ชัดๆว่าตกลง เราเดินตามปฏิญญาสันติภาพหรือไม่ เพราะจากที่ฟังจากประธานอาเซียน เขาคิดว่าไทยเดินตามปฏิญญานี้ต่อ  จึงสันนิษฐานว่า  ที่สหรัฐฯบอกว่าไม่ติดใจ เพราะเราเดินตามปฏิญญาหรือไม่  หากใช่  รัฐบาลจะต้องบอกให้คนไทยเข้าใจ และต้องดำเนินการตามปฏิญญา  โดยไม่มีข้อจำกัดในการรักษาอธิปไตย  หรือหากไม่ใช่ ก็ต้องรับผลที่ตามมาว่า เราจะทำความเข้าใจกับโลกอย่างไร​ ว่าที่ไทยไม่ทำตามปฏิญญา เป็นเพราะกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดเราก่อน  นี่เป็นการบ้านใหญ่ ที่ผมอยากจะฝากแนะนำรัฐบาล ควรจัดประเด็นนี้ให้เกิดความชัดเจน เพราะผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศ นอกจากจะอยากนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง ยังอยากสนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว เพื่อให้ประสบความสำเร็จทั้งสองเรื่อง ทั้งอธิปไตยและการเจรจาการค้า“ นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่าในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีจะแนะนำอะไรกับรัฐบาล นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า  เราต้องทำให้โลกเข้าใจให้ได้ ว่า ไทยไม่ใช่เป็นคนผิดปฏิญญาสันติภาพ และอะไรที่เราจำเป็นต้องทำเพื่อรักษาอธิปไตย ก็ทำ ต้องให้เข้าใจว่าเราไม่ใช่ผู้ละเมิด​ และการรักษาความสัมพันธ์ด้านอื่นก็ต้องดำเนินต่อไปอย่างปกติ และต้องให้เขามั่นใจมากขึ้นว่าสิ่งที่เราพูดนั้นเป็นความจริง ด้วยการพิสูจน์ผ่านหลักฐานต่างๆ   เมื่อถามย้ำว่า  หากสหรัฐฯใช้มาตรการภาษีกดดันไทยควรปฏิบัติเช่นไร  นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราอยู่ในฝ่ายที่ถูกต้อง ก็ต้องมั่นใจว่าเราชี้แจงเขาได้ และควรกดดันฝ่ายที่เป็นผู้ละเมิดข้อตกลง