"พลังประชารัฐ" แนะ รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาประชาชน
"พลังประชารัฐ" แจง ปัญหาเศรษฐกิจไทยต่ำ แนะ รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาประชาชน
เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2567 ที่พรรคพลังประชารัฐ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จัดแถลงข่าวในหัวข้อ "พปชร.เตือนรัฐบาล เศรษฐกิจไทยก้าวสู่จุดพลิกผันจะฟื้นจริง? หรือฟุบ!!!" โดยมี นายอุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมแถลง
นายอุตตม เปิดเผยว่า วันนี้ประเทศไทยอยู่ในจุดพลิกผันในเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ ตลอดไปจนถึงปัญหาปากท้องของประชาชนและผู้ประกอบการไทย โดยเริ่มต้นจากการมองสถานการณ์โลกในไตรมาสหลัง ซึ่งสัญญาณ เศรษฐกิจโลกโดยรวมค่อนข้างมีความเสี่ยง โดยเฉพาะในเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ เรื่องสงครามความขัดแย้งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้
ขณะเดียวกันสถาบันกองทุนโลกมีตัวเลขล่าสุด การเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ร้อยละ 3 เอเชียร้อยละ 5 ส่วนธนาคารโลกชี้ในเรื่องของการฟื้นตัวในเศรษฐกิจในอาเซียนโดยเฉพาะประเทศไทยที่มีการเติบโตไม่ถึงร้อยละ 2 ประเทศเวียดนามร้อยละ 6 ฟิลิปปินส์ร้อยละ 6 ซึ่งจะเห็นว่าประเทศไทยมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจช้ากว่าประเภทอื่นๆ โดยประเทศไทยเติบโตกว่าประเทศในอาเซียนเพียงแค่ประเทศเดียวคือประเทศเมียนมา
ขณะที่รายงานจากแบงค์ชาติชี้ว่า "ไตรมาสการเติบโตของประเทศน่าจะดีขึ้นแต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นจะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสเพราะประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดกว่าประเทศไทย "
ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในประเทศไทยมียอดต่ำสุด ในรอบหลายเดือน แต่จากนโยบายของรัฐบาลที่เป็นนโยบายเรือธงในการแจกเงิน 10,000 บาทให้กับกลุ่มเปราะบางและการแจกเงินดิจิทัลวอลเลต ที่มีแพลนจะแจกในรอบที่ 2 โดยยังมีประชาชนเชื่อมั่นไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นประเทศไทยในจุดนี้จะฟื้นหรือจะฟุบ รัฐบาลควรทำให้เกิดความกระจ่างและไม่ให้เกิดเครื่องหมายคำถามในการทำงานต่อไป
นอกจากนี้พรรคพลังประชารัฐ มองว่า มรสุมนโยบายวิชาการ โดยจากการพูดคุยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ร่วมกันทำงานในพื้นที่มีความเห็นตรงกันว่า รัฐบาลต้องเร่งขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาของประชาชน เพื่อไม่ทำให้ปัญหาเกิดการสะสม มันจะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในหลายเรื่อง โดยเรื่องที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการมี 2 เรื่อง คือ 1.การเร่งฝืนตัวเศรษฐกิจให้กลับมาโดยเร็ว 2.การยกเขตความสามารถของประเทศให้เติบโตได้โดยเร็วและเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ
ด้าน นายสนธิรัตน์ เปิดเผยว่า รัฐบาลควรเร่งดำเนินการเรื่องการดำเนินการฟื้นตัวเศรษฐกิจโดยเร็ว ในส่วนของค่าครองชีพของประชาชนและผู้ประกอบการ และขอเสนอแนะนโยบายแรกให้กับรัฐบาล คือ นโยบายราคาพลังงาน ที่ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยได้ประกาศชัดเจนว่าจะลดราคาพลังงาน ซึ่งพลังงานมีความสำคัญต่อค่าครองชีพของประชาชน และมีความสำคัญต่อต้นทุนประกอบการ รวมไปจนถึงราคาสินค้า
" สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ขณะนี้ผ่านมากว่า 2 ปี ซึ่งเป็นรัฐบาลมา 2 คณะ แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นความชัดเจนของนโยบายราคาพลังงาน ดังนั้นรัฐบาลควรทำให้เกิดความกระจ่างในเรื่องของนโยบายดังกล่าว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ "
นอกจากนี้ราคาค่าไฟฟ้าที่เป็นปัญหามาโดยตลอดตั้งแต่นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งราคาไฟฟ้าเป็นประเด็นที่ต้องแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะราคาค่าไฟเป็นหนึ่งในต้นทุนการดึงดูดนักลงทุน ดังนั้นรัฐบาลต้องลดราคาพลังงาน โดยไม่ควรนำเอาราคาพลังงานเมื่อปี 2565 มาเป็นตัวตั้ง อีกทั้งการสร้างพลังงานไฟฟ้าทางเลือกเพื่อรองรับการลงทุนของต่างประเทศแต่กลับกลายเป็นเหตุและเป็นผลที่ยังมีการดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งการใช้พลังงานไฟฟ้าและความต้องการในปัจจุบันค่อนข้างจะไม่ตอบโจทย์ และไม่สอดรับกัน ดังนั้นจึงต้องเร่งทำให้เรื่องดังกล่าวเกิดความกระจ่าง เพื่อไม่ให้เป็นภาระของราคาไฟฟ้าประชาชน
นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจคือมาตรการการกระตุ้นที่ได้นำเงิน 10,000 บาท มาให้กับประชาชนซึ่งไม่ได้เป็นนโยบายที่กระตุ้นเศรษฐกิจตามที่หาเสียงแต่เป็นการแจกเงินให้กับกลุ่มเปราะบางเพียงเท่านั้น และไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างเพียงพอในการเกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจแต่ในปัจจุบันจะเห็นว่าการแจกเงิน 10,000 บาทในครั้งที่ 1 ที่ได้แจกเงินเสร็จไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ครั้งที่ 2 ที่จะแจกเป็นเงินดิจิทัลวอลเลต ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถาม ??? ว่าจะมีการแจกในเมื่อไร และหากมีความล่าช้าเกินไปกว่ารอบที่ 1 พรรคพลังประชารัฐไม่เชื่อว่านโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวสภาพเศรษฐกิจได้จริง แต่ในอนาคตจะทำให้ประเทศไทยตกเป็นประเทศที่มีภาระหนี้อย่างมหาศาลและเป็นภาระครั้งยิ่งใหญ่ อาจทำให้การบริหารประเทศต่อไปเป็นไปได้ยาก และมีข้อสังเกตจากการจ่ายเงิน 10,000 บาท ที่มีหลายโพลออกมาระบุว่า 10,000 บาทดังกล่าว ยังไม่สามารถกระตุ้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้อย่างที่ต้องการ แต่เป็นการใช้เงินครั้งเดียวแล้วหมดไปโดยไม่ได้เกิดการหมุนเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลก็ได้แก้ไขปัญหาโดยการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยให้ SME เปิดพื้นที่ลดราคาแผงเช่า
" ในการกระตุ้นเศรษฐกิจนโยบายที่ออกมาเป็นนโยบายที่แจกเงินเพื่อพยายามลดภาระของประชาชนแต่เรื่องที่เป็นภาระของประชาชนและหนีไม่พ้นคือภาระหนี้ เพราะเราทราบถึงตัวเลขที่เป็นเรื่องที่น่ากังวลแบบโดยรวมเพราะภาระหนี้ของครัวเรือนค่อนข้างสูง รัฐบาลหวังให้เศรษฐกิจฟื้นตัวโดยเร็วและไม่เพิ่มภาระหนี้ในประเทศ เงินที่ใส่เข้าไปก็จะกลายเป็นหนี้ที่สะสมในประเทศไทยอยู่ดี ขณะที่พรรคพลังประชารัฐดีใจที่ได้เห็นการทำงานในชุดนโยบายเศรษฐกิจในชุดแรกที่ออกมานำเสนอเรื่องการแก้ไขหนี้เป็นเรื่องแรกของนโยบายเร่งในระยะสั้น จึงแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการให้ความสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ "
ดร.อุตตม กล่าวเสริม
ขณะเดียวกัน ต้องทำเป็นโอกาสและอยากเห็นรัฐบาลแก้ไขเรื่องหนี้ที่ถือเป็นวาระแห่งชาติทั้งระบบ โดยแก้ไขตามกระบวนการที่ครบถ้วนปรับโครงสร้างหนี้ปรับลดหรือพักอย่างไร ควรทำได้จริง และพร้อมที่จะเติมทุนใหม่ไปพร้อมๆกันกับการแก้ปัญหาและพร้อมที่จะเติมทักษะให้กับผู้กู้และทักษะในการหาเงินใหม่ และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นกระบวนการในการแก้หนี้ตอนนี้ยังเห็นไม่ชัดแต่เชื่อมั่นว่าจะเห็นในเรื่องนี้โดยเร็วตั้งแต่ระดับฐานราก
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า SME ตอนนี้กำลังเป็นกระแสของต่างประเทศ และกำลังมีผลกระทบอย่างรุนแรงของผู้ประกอบการ SME เช่นเดียวกัน ในภาพความจำเป็นที่ต้องค้าขายกับประเทศต่างๆ เช่น ประเทศจีน รวมถึงประเทศอื่นๆที่มองว่าการส่งเสริม SME เป็นประเด็นที่สำคัญ และการปกครอง SME กลายเป็นมิติใหม่ที่กำลังเข้าสู่ประเทศไทย ดังนั้นรัฐบาลควรจัดหามาตรการเพื่อปกป้อง SME ไทย ให้อยู่รอดเพราะมาตรฐานใน สคบ. เพียงอย่างเดียวไม่สามารถปกป้อง sme ให้รอดจากกระแสจากการค้าขายผ่านแพลตฟอร์มต่างๆได้ จึงฝากไปถึงรัฐบาลที่ต้องทำการจัดซื้อ เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก่อให้เกิดผลกระทบแล้ว และเป็นกระทบในวงกว้าง และเร่งหาข้อยุติในเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด
z-z1603487247937.jpg)