"บิ๊กโจ๊ก" เดินหน้าฟ้องศาลทุจริตกลาง ปมคลิปฉาวแทรกแซงคดี
โพสต์เมื่อ : 23 ก.ย 2568 เวลา 11:51 น.
"บิ๊กโจ๊ก" เดินหน้าฟ้องศาลทุจริตกลาง ปมคลิปฉาวแทรกแซงคดี ลั่นไม่หวังตำแหน่งคืน แต่ขอความยุติธรรม
วันที่ 23 ก.ย. 68 ที่ศาลปกครองสูงสุด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางเข้ายื่นหลักฐานเพิ่มเติมต่อศาล เพื่อประกอบการดำเนินคดีฟ้องร้องผู้บริหารระดับสูงในศาลปกครองสูงสุดจำนวน 2 ราย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กรณีคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่ ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ตนไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อกลับเข้าสู่ตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ต้องการให้กรณีของตนเป็น "กรณีตัวอย่าง" ของสังคม ในการต่อสู้เพื่อความถูกต้องและยุติธรรม พร้อมยืนยันว่าการกระทำของตนไม่ใช่การแทรกแซงกระบวนการศาลแต่อย่างใด
“ผมไม่ต้องการกลับไปเป็นรอง ผบ.ตร. และไม่ได้สนใจตำแหน่ง ผมสนใจความถูกต้องและความยุติธรรมมากกว่า” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวถึงคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่ ซึ่งระบุว่า มีคำสั่งจากผู้มีอำนาจในศาลปกครองสูงสุด ให้ “ล้มคำพิพากษาเดิม” และจัดประชุมองค์คณะพิจารณาคดีใหม่ ทั้งที่คดีของตนได้มีมติชัดเจนให้คุ้มครองคำสั่งโยกย้ายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปแล้ว
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ผู้พิพากษาบางรายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีของตน อาจมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคู่กรณี เช่น เป็นเพื่อนสนิทกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนปัจจุบัน และตั้งคำถามว่า หากมั่นใจในความสุจริตใจ เหตุใดจึงไม่ขอถอนตัวจากคดีตั้งแต่แรก
“ถ้าบริสุทธิ์ใจ ทำไมไม่ถอนตัวตั้งแต่ต้น? หรือเพราะผมจับพิรุธได้?” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังเปิดเผยว่า มีเจ้าหน้าที่ในศาลปกครองติดต่อมายังตน โดยระบุว่ามีตุลาการระดับสูงรายหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับประธานศาลปกครองสูงสุด แสดงความไม่พอใจต่อเขาอย่างชัดเจน แม้จะไม่มีความรู้จักกันเป็นการส่วนตัว โดยใช้ถ้อยคำที่แสดงถึงอคติ เช่น “ฉันเกลียดไอ้โจ๊กมัน”
“คำพูดลักษณะนี้คือการตัดสินคดีล่วงหน้าอย่างชัดเจน เป็นความเห็นที่มีอคติ ขาดความเป็นกลาง และขัดต่อหลักกฎหมายโดยสิ้นเชิง” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว พร้อมระบุว่าตนมีพยานบุคคลยืนยันได้
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยืนยันว่า ตนไม่ได้มีเจตนาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แต่ต้องการเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับรู้ เพื่อให้สังคมช่วยตรวจสอบกลไกต่าง ๆ ของกระบวนการยุติธรรมที่ควรยึดมั่นในความเป็นกลาง
“สิ่งที่ผมทำ ไม่ใช่การแทรกแซง แต่คือการเปิดโปง เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศเห็นข้อเท็จจริง และเข้าใจว่าอะไรคือความยุติธรรมที่แท้จริง”
เมื่อถามว่า ยังมีความหวังในคำร้องที่ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ระบุว่า
ตนเองยังเชื่อมั่นในศาลปกครอง แต่ไม่เชื่อมั่นในการดำเนินการของบางคนในศาล ผมหวังว่าเมื่อหลักฐานทุกอย่างครบถ้วน จะสามารถนำไปสู่การยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตกลางได้ และผมจะเดินเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังตั้งข้อสังเกตกรณีที่มีข่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังตั้งคณะไต่สวนเจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องร้องเรียนของตน โดยระบุว่า เรื่องดังกล่าวไม่มีความเกี่ยวข้องกัน พร้อมตั้งคำถามว่า การเปลี่ยนแปลงมติดังกล่าวมี “ใบสั่ง” หรือไม่
“คดีของผม ป.ป.ช. มีมติให้ยุติไปตั้งแต่ปีที่แล้วในสมัยของ พล.ต.อ.วัชรพล แต่พอเปลี่ยนประธานใหม่ กลับมีความเคลื่อนไหวจะตั้งคณะไต่สวน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการรับเงิน เพราะผมไม่เคยรู้จักเจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องด้วยซ้ำ”
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า จะนำเอกสารหลักฐานทั้งหมดที่รวบรวมได้ในวันนี้ไปยื่นต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อให้คดีเดินหน้าตามครรลองของกฎหมาย และเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคมไทยในการต่อสู้กับความอยุติธรรม
z-z1603487247937.jpg)