"นักวิชาการ" แจง การตัดไฟชายแดนไทย-เมียนมา หวั่น กระทบระยะสั้น-ระยะยาว
โพสต์เมื่อ : 19 ก.พ 2568 เวลา 22:50 น.
"นักวิชาการ" แจง การตัดไฟชายแดนไทย-เมียนมา หวั่น กระทบระยะสั้น-ระยะยาว มอง เกิดความไม่พอใจกับคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเหล่านี้
วันที่ 8 ก.พ. 2568 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ให้สัมภาษณ์กับทีมงาน The Room 44 ถึงประเด็นการตัดไฟชายแดนไทย-เมียนมาทั้ง 5 จุด ว่าจะมีผลกระทบหรือไม่ โดยกล่าวว่า น่าจะกระทบเพราะว่าจะมีผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในเรื่องส่วนของระยะสั้นคือผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตทั้งในเรื่องสาธารณูปโภค, สาธารณสุข, โรงพยาบาล, หน่วยราชการ, โรงเรียน, ร้านค้าหรือแม้กระทั่งประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือกลุ่มอาชญากรรมร้ายแรง ก็มีผลกระทบในวงกว้างพอสมควร
ซึ่งที่มีกระแสไฟฟ้าใช้เองหรือปั่นไฟเองก็มีการกักตุนน้ำมันและกักตุนเชื้อเพลิง ทำให้มีผลกระทบกว้างขึ้น เช่นไม่สามารถเดินเครื่องประปาได้ทำให้ไม่มีน้ำใช้ เลยกลายเป็นปัญหาที่ซับซ้อนตามมา ทั้งนี้ในด้านของผู้ป่วยที่อยู่โรงพยาบาล ในบางกรณีอาจจะต้องมีการเคลื่อนย้ายไปที่อื่นเพราะว่าเมื่อมีการลดการใช้ กระแสไฟลงก็อาจจะต้องมีการเคลื่อนย้ายมาที่ไทยอย่างที่ฝ่ายการเมืองของเราได้มีการให้ข่าวว่าเตรียมพร้อมที่จะรับคนเหล่านี้คงจะต้องมีการเปิดช่องพิเศษและมีการประสานงานในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น
ซึ่งคนเมียนมาโดยทั่วไปไม่ว่าจะชนกลุ่มน้อย หรือว่ากลุ่มไหนก็ไม่พอใจไทย เพราะคิดว่าเขาก็ไม่ได้มีการเกี่ยวข้องด้วย กับกระบวนการเหล่านี้ และตอนนี้เริ่มมีกระแสความเคลื่อนไหวในเรื่องของการประท้วงที่เริ่มตามมา หากเปรียบเทียบกันถ้าเกิดเป็นเราแล้วโดนตัดกระแสไฟโดยที่เราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง หากเกิดกับคนไทยก็คงโกรธเช่นกัน ซึ่งอันนี้ก็ต้องเข้าใจทางประเทศเมียนมาเหมือนกัน
ในส่วนเรื่องของคู่สัญญาของบริษัทที่ไม่ชัดเจนว่าสัญญามันสิ้นสุดลงหรือไม่ อาจจะเกิดความเสียหายหรืออาจจะมีกระบวนการที่เรียกค่าเสียหายและฟ้องร้องเราถ้าเกิดความเสียหายจริงและอาจจะไม่ดีกับการทำธุรกิจของหน่วยงานรัฐสหกิจของเรากับประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาทิตย์หน้าคงจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทางคู่สัญญาก็ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีการส่งไฟฟ้าให้กับกระบวนการนอกกฎหมายและมีรายชื่อของคนที่มีการจ่ายไฟฟ้าให้ ต้องมีการพิสูจน์ให้ทราบอย่างจริงจังของหลายหน่วยงานและอาจจะมีการโต้เถียงหรือโต้แย้งกัน
ทั้งหมดนี้ก็ยังเป็นภาพรวมที่ควรจะต้องทำก่อนหน้านี้เพื่อไม่ให้มันลุกลามและควรจะทำมาตรการเบาไปหาหนักและทำมาตรการที่ไม่เป็นทางการไปก่อน แต่ว่ามันข้ามขั้นตอนไปทั้งหมดหลายขั้นตอน แต่ก็ถือว่าเป็นบทเรียนและคงจะต้องมีการไปปรับใช้กับกรณีของประเทศกัมพูชาน่าจะต้องตามมาเพราะว่าพื้นที่ของกัมพูชาได้มีการพึ่งกระแสไฟฟ้าของทางประเทศไทย 100% จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่อาจจะซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามก็มีผลดีบางส่วนเป็นการประกาศนโยบายอย่างชัดเจนลดความวุ่นวาย และมีการร่วมมือกับทางนานาชาติได้ดี โดยเฉพาะทางประเทศจีนที่มีการชม โดยทาง สปป.ลาว ยืนยันว่าการลดกระแสไฟฟ้าที่เข้าไปยังท่าขี้เหล็กเมื่อวานนี้ก็เป็นไปตามข้อตกลงของอาเซียนในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ
เมื่อถามว่าอาจจะมีการเสนอให้ทางรัฐบาลทำ MOU กับประเทศเขมร ลาว และเมียนมา เพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง ตรงนี้มองว่าอย่างไรบ้าง อ.ปณิธาน กล่าวว่า แปลกและน่าอายด้วยซ้ำเพราะว่าเรื่องนี้มีข้อตกลงที่เป็นสนธิสัญญาและเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศอยู่แล้ว สำหรับกระบวนการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติของอาเซียนกับกัมพูชาถ้ามีการไปเตือนความจำว่าอย่าลืมก็จะมีความแปลกในทางการทูตแต่ถ้าหากในทางการเมืองก็จะได้คะแนนเพราะว่าจะมีการมองว่ารัฐบาลเข้มข้น เอาจริงเอาจังและมีการไปเตือนความจำรัฐบาลกัมพูชาว่าอย่าลืมสัญญาที่ตกลงกันไปเลยมองว่ามันแปลกในทางการทูต มีข้อตกลงที่เข้มข้นอยู่แล้วนั่นคือข้อตกลงการปราบปราบอาชญากรรมข้ามชาติ
ถามต่อว่าคิดว่าทางรัฐบาลเมียนมาจะเข้าใจในเรื่องที่มีการตัดไฟและจะไม่มีการตอบโต้ด้วยการตัดแก๊สจนทำให้เรื่องนี้บานปลายใช่หรือไม่ อ.ปณิธาน กล่าวต่อว่า รัฐบาลกลางของเมียนมา ที่ควบคุมพื้นที่ในรัฐฉานและรัฐกะเหรี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว พวกที่ควบคุมพื้นที่ในรัฐฉานรัฐกะเหรี่ยงก็คือชนกลุ่มน้อยเพราะการที่เราปราบปรามกระบวนการเหล่านี้ รัฐบาลกลางทหารเมียนมาก็มองว่าทำให้เกิดความรั่วไหล หรือทำให้กระบวนการเหล่านี้ที่จะส่งให้ อาจจะส่งไปให้ขบวนการชนกลุ่มน้อยที่ติดอาวุธสู้ ก็ไม่ได้มีการต่อต้านถึงแม้ว่าอาจจะเสียหน้าที่ทางเราไปรุกล้ำอธิปไตยของเขาหรือไม่ แต่ว่าทางนั้นก็มองว่าเราน่าจะเป็นแนวร่วมของเขาด้วยซ้ำเพื่อช่วยกันขบวนการเหล่านี้ซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับกองกำลังติดอาวุธที่สู้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นปัญหาที่ทางเราต้องมีการระวังมากยิ่งขึ้น
ถามย้ำว่าเมื่อมีการตัดไฟแล้วปัญหาของแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะลดลงหรือไม่ อ.ปณิธาน ระบุว่า คงจะมีการชะงักอย่างที่เราเห็น ถ้าหากพูด ตามประสาชาวบ้านคือ ก็คงสลบชั่วครู่แต่เดี๋ยวก็ฟื้นขึ้นมาในบางส่วน เพราะว่ายังดำเนินการอยู่ แต่ว่าอาทิตย์หน้าคงชัดขึ้นตามการประเมินอย่างเป็นทางการของ สมช. ว่ากระบวนการเหล่านี้ความเข้มข้นลดลงไปเท่าไหร่แต่ว่าแน่นอนว่า ทำดีกว่าไม่ทำ ชัดเจนอย่างที่คนส่วนใหญ่คิดแต่ถ้าหากทำแล้วมีผลกระทบก็ต้องมีการลดผลกระทบ ถ้าให้ดีก็ควรทำต่อเนื่อง ทำอย่างไม่เป็นทางการควบคู่กันไปด้วย หลายเรื่องเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเพราะเหมือนกับเป็นการไปหักหน้าหรือฉีกหน้าประเทศเพื่อนบ้าน ก็อาจจะอยู่ด้วยกันลำบากในอนาคต
ทั้งนี้ อ.ปณิธาน มองว่าประเทศไทยกับประเทศเมียนมาผ่านวิกฤตการเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาในประวัติศาสตร์อย่างยาวนาน จนมาสู่ยุคทั้งเป็นมิตรและศัตรูแต่ตอนนี้ได้มีการปรับตัว เข้าสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์มีการพึ่งพาแรงงาน,พลังงานและท่าทีถ้อยอาศัยกันในเรื่องชายแดน ถ้าต้องกลับเป็นศัตรูกันหรือหันหลังให้กันอีกก็จะค่อนข้างน่าเสียดาย แต่ เรื่องเหล่านี้มองว่าซับซ้อนมาก ทั้งหมดนี้แก้ปัญหาได้โดย สมช.ที่เคยมีการทำมาแล้ว
z-z1603487247937.jpg)