닫기

ปกข่าวไลน์ใหม่เว็บcopy

“เท้ง ณัฐพงษ์” เผย รัฐบาลซื้อค่าไฟแพง ทำประชาชนเสียค่าไฟมากขึ้น จี้ นายกชะลอการซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน



เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2567 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมนาย ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวถึงขบวนการค่าไฟแพง กำลังจะถูกสานต่อจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทย 



นายศุภโชติ เผยว่าการรับซื้อไฟฟ้าของรัฐบาลตั้งแต่สมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่อยมาจนถึงสมัยรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด พร้อมกำหนดอัตราการรับซื้อไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแต่ละประเภท ก่อนที่ต่อมา คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะประกาศรับซื้อพลังงานสะอาด กว่า 5,200 เมกะวัตต์ และในเดือนมีนาคม 2566 กพช. มีมติรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพิ่มเติมอีก 3,600 เมกะวัตต์ โดยให้ใช้หลักเกณฑ์เดิม



จึงตั้งข้อสังเกต 5 ข้อคือ 

1. การรับซื้อไฟฟ้าทั้ง 2 โครงการ ไม่ได้มีการเปิดให้ประมูลราคา ทำให้ราคารับซื้อสูงเกินจริง โดยรัฐรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในราคา 2.17 บาท/หน่วย และไฟฟ้าพลังงานลม 3.10 บาท/หน่วย ทั้งที่หากประกาศให้เอกชนเป็นฝ่ายเสนอราคา จะมีราคาที่ถูกกว่า นอกจากนี้ยังให้ระยะเวลาสัมปทานนานถึง 25 ปี

2. มีการกีดกันรัฐวิสาหกิจ เช่น กฟผ. ออกจากโครงการ ทั้งที่ กฟผ. ยืนยันว่าทำโครงการโซลาเซลล์ลอยน้ำ ให้มีต้นทุนที่ 1.5 บาทต่อหน่วยได้ ถูกกว่าราคาที่รัฐบาลรับซื้อ

3. ไม่ประกาศหลักเกณฑ์การให้คะแนน ทั้งรอบแรกและรอบเพิ่มเติม ทำให้เสี่ยงต่อการเปิดช่องในการใช้ดุลยพินิจส่วนตัวในการคัดเลือก ทำให้ในรอบปี 2565 กลุ่มทุนกลุ่มเดียวได้รับการคัดเลือกสูงถึง 58 เปอร์เซ็นต์หรือกว่า 3,000 เมกะวัตต์ 

4. ปิดกั้นการแข่งขัน โดยในเดือนกันยายน 2567 ที่ กกพ. ประกาศรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (รอบเพิ่มเติม) อีกกว่า 2,000 เมกะวัตต์  มีการล็อกโควต้าให้เฉพาะผู้ที่ผ่านเกณฑ์ในการคัดเลือกรอบแรกในปี 2565 เท่านั้น ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามา 

และ 5. การรับซื้อไฟฟ้ารอบใหม่กว่า  3,600 เมกะวัตต์ เป็นการรับซื้อโดยไม่จำเป็น เนื่องจากจากการพูดคุยกับผู้ประกอบการ ก็ต้องการซื้อด้วยวิธี Direct PPA ซึ่งเป็นการซื้อขายตรงกับผู้ผลิตไฟฟ้ามากกว่า ซึ่งจะได้ราคาที่ถูกกว่าและประชาชนทั้งประเทศไม่ต้องแบกภาระ จึงมองว่ารัฐบาลควรเพิ่มโควต้า Direct PPA มากกว่าจะรับซื้อไฟฟ้าเองในราคาสูง มองว่า เหตุผลเหล่านี้เพียงพอที่จะทำให้รัฐบาลหยุดการรับซื้อรอบใหม่ 3,600 เมกะวัตต์ ซึ่ง กพช. โดยนายกรัฐมนตรี มีอำนาจลงนามยกเลิกการรับซื้อ รวมถึงเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในการซื้อไฟฟ้า 

ด้านนายณัฐพงษ์ เผยว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2557-2567) เจ้าสัว 50 คนแรกของประเทศมั่งคั่งขึ้น 2 ล้านล้านบาท ในขณะที่หนี้ครัวเรือนของประชาชนเพิ่มขึ้น 6 ล้านล้านบาท สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่เพิ่มช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ซึ่งพรรคประชาชนไม่ได้ค้านกลุ่มทุน ตราบใดที่สามารถส่งออกสินค้าเพิ่มมูลค่าและดึงดูดเม็ดเงินลงทุน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศคือกลุ่มทุนที่รัฐเอาเปรียบประชาชน กลุ่มทุนพลังงานก็เป็นหนึ่งในกลุ่มทุนเหล่านั้น ที่ผ่านมา พรรคประชาชนสื่อสารตลอดว่าในประเทศไทยมีโรงไฟฟ้ามากกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 49 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่โรงไฟฟ้าบางแห่งไม่ได้เดินเครื่อง ทำให้ที่ผ่านมาบ้านทุกหลังในเมืองไทยต้องเสียค่าไฟแพงกว่าความเป็นจริงราวเดือนละ 100 บาท เพื่อเข้ากระเป๋าเจ้าสัวโดยไม่จำเป็น 

นอกจากนี้ การที่ กฟผ. มีโครงการสามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้ในราคา 1.5 บาท/หน่วย แต่รัฐบาลรับซื้อแพงกว่า ทำให้เห็นถึงความเสียหายชัดเจน โดยพรรคประชาชนปรึกษาผู้เชียวชาญ พบว่าโครงการซื้อไฟฟ้าเพิ่ม 3,600 กว่าเมกะวัตต์ จะทำให้คนไทยต้องรับซื้อไฟฟ้าที่สูงเกินจริง กว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งหากคิดรวมตลอดสัญญาการรับซื้อไฟฟ้า 25 ปี จะเป็นมูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านบาท ไม่นับรวมความเสียหายของการซื้อไฟฟ้ารอบปี 65 จำนวนกว่า 5,200 เมกะวัตต์ ที่หมดสัมปทานไปแล้ว 

พรรคประชาชนจึงมีข้อเรียกร้อง 2 ข้อ ไปถึงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะ ประธาน กพช. คือ 1. ขอให้ยกเลิกการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน (เพิ่มเติม) พ.ศ.2567 กว่า 3,600 เมกะวัตต์ และ 2. ขอให้ชะลอ และทบทวนการเซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์ พ.ศ.2565 ซึ่งยังเหลือส่วนที่ยังไม่ได้ลงนามอยู่ราว 2,000 เมกะวัตต์ โดยทั้ง 2 ส่วนนี้ นางสาวแพทองธาร ในฐานะนายกรัฐมนตรี มีอำนาจในการสั่งยกเลิกได้ทันที ซึ่งส่วน 3,600 กว่าเมกะวัตต์ ที่ยังไม่ได้มีการทำสัญญานั้นสามารถยกเลิกได้ภายในสิ้นปีนี้