닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บ2ะพะพำะ

"ชวลิต" เผยสถิติคนไทยตายด้วยโรคมะเร็งชั่วโมงละ 8 คน ย้ำเตือน ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญเร่งสร้าง "ระบบเฝ้าระวังอาหารปลอดภัย"  ควรมีห้องแล็บปฏิบัติการ ประจำด่านตรวจทุกจุดทั่วไทย ป้องกันการปนเปื้อนสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐาน ดีกว่าวัวหายล้อมคอก สั่งทำลาย หรือตีกลับต้นทางทันที





เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2567  นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย(ทสท.) และอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยข้อมูลว่า  ปัจจุบันคนไทยตายด้วยโรคมะเร็ง เฉลี่ย 67,000 คน/ปี หรือเฉลี่ย 8 คน/ชั่วโมง  ทั้งพบผู้ป่วยรายใหม่ เฉลี่ย 120,000 คน/ปี จึงขอเตือนสติให้คนไทยทุกภาคส่วนเห็นภัยอันตรายใกล้ตัว 


เพื่อให้ความสำคัญกับการพัฒนาสร้าง "ระบบการเฝ้าระวังอาหารปลอดภัย" เพราะทราบกันแล้วว่าในทางวิชาการอาหารโดยเฉพาะผัก ผลไม้ ที่เรารับประทานกันอยู่ทุกวัน หากปนเปื้อนสารเคมีเกินค่ามาตรฐานแล้วสะสมในร่างกายทุกวันก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็งได้  สำหรับกรณีเลขาธิการ อย.ให้สัมภาษณ์ว่า จะดำเนินการสุ่มตรวจสอบองุ่นไชน์มัสแคทซ้ำ ทั้งที่ขายในตลาดและห้างโมเดิร์นเทรด ซึ่งไปตรวจแล้วพบสารเคมีปนเปื้อนถึง 50 รายการนั้น   ตนในฐานะที่เคยทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร เห็นว่า การสุ่มตรวจตามตลาดเป็น “มาตรการปลายทาง" ควรดำเนินการสุ่มตรวจแต่ ”ต้นทาง" ที่ด่านศุลกากร รอบประเทศ นอกจากนั้น ยังมีข้อสังเกตที่สำคัญที่ให้รัฐบาลและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปดำเนินการสร้าง "ระบบเฝ้าระวังอาหารปลอดภัย"



นายชวลิต  กล่าวต่อว่า  ประเทศไทยนำเข้าผักและผลไม้จากประเทศสาธารณร้ฐประชาชนจีน ปีละกว่า 59,000 ล้านบาท แต่ระบบการสุ่มตรวจสารเคมีปนเปื้อนยังไม่ได้มาตรฐาน  เพราะ ไม่มีห้องปฏิบัติการแม้แต่ห้องเดียวตามด่านชายแดน ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร่งด่วน ด้วยการจัดระบบงบประมาณเพื่อใช้ในการก่อสร้างห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบสารพิษตกค้างในสินค้าเกษตรให้ครอบคลุมทั้งสินค้าเกษตรที่มีการนำเข้า และผลิตผลทางการเกษตรภายในประเทศ  ทั้งนี้ กรณีการสุ่มตรวจตามตลาด และห้างโมเดิร์นเทรด เป็นการสุ่มตรวจที่ "ปลายทาง"  จึงน่าเห็นใจพ่อค้า แม่ค้า ที่รับสินค้ามาจำหน่าย สินค้าเหล่านั้นควรผ่านการสุ่มตรวจ ณ ด่านรอบๆ ประเทศที่น่าเห็นใจกว่านั้น คือ ประชาชนผู้บริโภคไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้เลยว่าสินค้า ที่ซื้อมาบริโภคนั้น ผลิตจากทีใด มีการรับรองจากหน่วยงานที่รับผิดชอบหรือไม่ ต่างจากผลไม้จากไทย เช่น ทุเรียน ลำไย มังคุด ประเทศผู้นำเข้าจะมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพราะเขาให้ความสำคัญกับสุขภาพ อนามัยของประชาชนผู้บริโภคของเขา



“สำหรับการสุ่มตรวจผัก ผลไม้ ที่ด่าน จากเดิม อย.จะต้องนำส่งผัก ผลไม้ไปตรวจที่ส่วนกลาง คือ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งเวลาในการตรวจสอบสวนทางกับสถานการณ์ความเป็นจริงที่รถบรรทุกผัก ผลไม้จากจีนเข้าแถวยาวเหยียดส่งผัก ผลไม้ มายังตลาดสี่มุมเมือง ตลาดตามภาคต่าง ๆ มากมายทุกวัน หากเรามีห้องแล็บประจำทุกด่านรอบประเทศ เมื่อพบสินค้าที่มีสารเคมีปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน หากส่งกลับ หรือสั่งทำลายสักครั้งสองครั้ง ต่อไปสินค้านำเข้าก็จะได้มาตรฐานโดยปริยาย ดังนั้น ผมขอเรียกร้องถึงรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาสร้าง"ระบบเฝ้าระวังอาหารปลอดภัย" แม้จะใช้งบประมาณจำนวนมากในระยะเริ่มแรก  แต่จะคุ้มค่าในการป้องกัน และรักษาสุขภาพอนามัยของประชาชนคนไทยในระยะยาว ซึ่งคุ้มยิ่งกว่าคุ้มที่แต่เดิม งบประมาณและค่าใช้จ่ายหมดไปกับการรักษา ทั้งที่การป้องกันก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน หรืออาจจะสำคัญกว่าการรักษาซึ่งเป็นปลายทางด้วย”