닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมาก4

"กัณวีร์" เผยปมไทยเป็นฮับฟอกเงินชายแดน เปิดช่องสแกมเมอร์ เรียกร้องรัฐจี้สกรีนบอสใหญ่–ติดตามเส้นทางการเงิน ชี้ แม้ รมช.คลังลาออก ‘เผือกร้อน’ ยังคงอยู่ในมือรัฐบาล "อนุทิน" ต้องรับผิดชอบ


วันที่ 27 ต.ค. 2568 นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม รองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ให้สัมภาษณ์ The Room 44 กล่าวถึงกรณีปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนย้ายทรัพยากร ซึ่งมีข้อมูลชัดเจนว่าไทยกลายเป็นฮับสำหรับการฟอกเงินและเป็นพื้นที่พักพิงของบอสใหญ่

นายกัณวีร์ อธิบายว่า ขณะนี้มีการร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ติดคุกในไทย ซึ่งมีทั้งผู้ต้องหาสัญชาติจีนและที่เปลี่ยนสัญชาติเป็นกัมพูชา ทำให้เกิดปัญหาทางกฎหมายและการบังคับใช้ เพราะศาลต้องพิจารณาประเด็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และกรณีการเปลี่ยนสัญชาติ แต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าเป็นไปได้ที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามข้อตกลง ทำให้ข้อสังเกตคือ “บอสอยู่ในไทย”

อีกประเด็นคือเส้นทางการฟอกเงินที่เข้ามาจากเมียนมา ผ่านหลายช่องทาง เช่น การอาศัยจุดพักหรือเส้นทางชายแดน เมื่อเงินเข้ามาแล้วจะถูกนำมาฟอกในประเทศไทยผ่านการลงทุนตั้งบริษัทต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนเงินดำเป็นเงินขาว ก่อนจะส่งต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านเช่น กัมพูชา พม่า และลาว ซึ่งสร้างความตกใจแก่ตัวเขาเองว่าเหตุใดเส้นทางการเงินเหล่านี้จึงสามารถดำเนินได้

ในส่วนการปราบปราม มีการประสานงานและจับกุม แต่ยังมีความไม่เพียงพอ เช่น กรณีการช่วยชาวจีนเกือบหมื่นคนที่ถูกนำมาจากพื้นที่ชเวโก๊กโก่ โดยมีการนำผู้ต้องสงสัยกลับประเทศด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำที่ลงที่แม่สอด ซึ่งนายกัณวีร์ตั้งคำถามต่อการปฏิบัติการดังกล่าวว่า การส่งกลับทันทีโดยไม่สกรีนหรือสืบสวนบอสใหญ่และเส้นทางการเงิน เป็นการพลาดโอกาสในการติดตามเครือข่ายและทรัพย์สินของแก๊ง

ทั้งนี้ กรณีที่เพิ่งไปตรวจสอบที่แม่สอดว่า จาก 16 คนที่ช่วยมา มีเพียง 1 คนที่เป็นเหยื่อ ส่วนอีก 15 คนไม่ใช่เหยื่อ ซึ่งตามกระบวนการควรมีการสืบสวนว่าใครเป็นผู้พามา ใครให้เงิน ใครเป็นพวกเดียวกัน แต่กลับปล่อยให้กลับประเทศโดยไม่มีการสืบสวนเพียงพอ ทำให้ข้อมูลเชื่อมโยงกับเครือข่ายไทยเทา-ไทยดำ นักการเมือง และข้าราชการยังไม่เคยถูกเปิดเผยหรือสืบสวนอย่างจริงจัง

นายกัณวีร์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ไทยเหมือนหลีกเลี่ยงการ “ไปแตะต้อง” เครือข่ายเหล่านี้ ทั้งที่มีหลักฐานเชื่อมโยงผู้กระทำผิดและทรัพย์สินจำนวนมาก และยกตัวอย่างกรณีคนไทยติดคุกในกัมพูชาเนื่องจากการทลายเครือข่ายที่ปอยเปต รวมถึงการเคลื่อนย้ายผู้ต้องหาไปยังลาว

จึงแอยากเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน วางยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ แม้จะเหลือเวลาในตำแหน่งเพียงไม่กี่เดือน “ต้องมีการสกรีนสืบสวน บุกถึงบอสใหญ่ เส้นทางการเงิน และการเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจภายในประเทศ เช่น นักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจท้องถิ่น ที่อาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายไทยเทา–ไทยดำ” นายกัณวีร์กล่าว และเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิบัติจริงมากกว่าแค่ประกาศนโยบาย

นายกัณวีร์ กล่าวอีกว่า สถานการณ์ชายแดน มีความเกี่ยวโยงกับการระบาดของขบวนการสแกมเมอร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากปัญหาเขตแดนยังไม่คลี่คลาย ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติจะสามารถย่ำยีช่องโหว่เหล่านั้นต่อไปได้

ปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศเพื่อนบ้านกับไทย ได้แก่ ไทย–กัมพูชา ไทย–เมียนมา ไทย–ลาว และไทย–มาเลเซีย เป็นเรื่องสะสมมานานหลายสิบปี แม้จะมีกรอบความร่วมมือ เช่น MOU 43 และ MOU 44 แต่ยังมีพื้นที่ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ทำให้การจัดการเชิงพื้นที่เป็นไปอย่างยากลำบาก

“ผมทำงานในสำนักงานคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติ ฝ่ายกิจการชายแดน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทุกคนรู้ดีว่ามีปัญหามานานหลายสิบปี แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือช่วงที่สังคมปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในฝั่งเมียนมา กลับมีความรุนแรงของสถานการณ์ชายแดนที่เพิ่มขึ้นระหว่างไทย–กัมพูชา ตั้งแต่ 14–28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทำไมเรื่องนี้จึงเกิดขึ้นพอดีกับสถานการณ์สแกมเมอร์ที่ร้อนแรง  เป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบ” นายกัณวีร์กล่าว

ปัญหาเขตแดนเป็นเรื่องเชิงเทคนิคที่ต้องมีการเจรจาและตกลงร่วมกันว่าใช้มาตรวัดอย่างไรในการปักเสาเขตหรือกำหนดแนวพรมแดน แต่เมื่อพื้นที่ชายแดนยังไม่ชัดเจน ก็เปิดช่องให้กลุ่มอาชญากรใช้ประโยชน์ เช่น เป็นเส้นทางผ่าน เคลื่อนย้ายคนและทรัพยากร หรือเป็นที่พักพิงของแก๊งข้ามชาติ

“ถ้าพรมแดนยังตกลงไม่ได้ เป็นเรื่องยาวทั้งทางการเมืองและเทคนิค จนทำให้เกิดช่องว่างให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติใช้ประโยชน์ได้ง่ายขึ้น” เรียกร้องให้การแก้ไขปัญหาเขตแดนต้องเดินควบคู่กับมาตรการปราบปรามสแกมเมอร์ ทั้งในเชิงบังคับใช้กฎหมาย การตัดเส้นทางการเงิน และการเจรจาความร่วมมือระดับภูมิภาค

ด้านแนวทางปฏิบัติ นายกัณวีร์เน้นว่ารัฐต้องเร่งเจรจาเชิงเทคนิคเพื่อกำหนดแนวเขตพื้นที่ร่วมกัน ปรับปรุงกลไกการตรวจตราชายแดน และเพิ่มความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อปิดช่องทางที่แก๊งใช้เคลื่อนย้ายและฟอกเงิน หากไม่แก้ปัญหาพื้นฐานที่ชายแดนให้เด็ดขาด ขบวนการสแกมเมอร์จะยังคงเฟื่องฟูและยากต่อการกำจัดในระยะยาว

ส่วนกรณีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังลาออก แม้รัฐมนตรีท่านดังกล่าวจะแสดงความรับผิดชอบต่อกระแสสังคม แต่ความรับผิดชอบหลักยังอยู่ที่รัฐบาลและนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะผู้นำฝ่ายบริหาร “ผมว่ายังไงก็ต้องอยู่ เพราะเป็นการแต่งตั้งมาแล้ว ทุกอย่างสำเร็จเรียบร้อยแล้ว หากมีกระแสสังคมหรือข้อมูลใด ๆ ว่ารัฐมนตรีท่านนี้กระทำผิดจริง เราก็ต้องถามว่าใครเป็นผู้แต่งตั้ง ดังนั้นเผือกร้อนนี้คุณอนุทินต้องรับไป”

นอกจากนี้ยังเตือนถึงความสำคัญของการคัดเลือกบุคลากรเข้ารัฐบาล โดยอ้างถึงประสบการณ์ก่อนหน้านี้ เช่น กรณีการแต่งตั้งคุณเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งแม้สุดท้ายต้องลาออก เพราะไม่ผ่านมาตรฐานจริยธรรม “การลาออกของรัฐมนตรีช่วยว่าการเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม แต่คำถามต่าง ๆ จะยังตามมา นายอนุทินในฐานะผู้นำฝ่ายบริหารก็ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างแน่นอน” นายกัณวีร์กล่าวสรุป