"รัดเกล้า" เผย จ่อ ชงตั้ง กมธ. วิสามัญฯ ปฏิรูปกฎหมายช้างไทย ชี้กฎหมายเก่ากึก 100 ปี
โพสต์เมื่อ : 13 มี.ค 2569 เวลา 8:44 น.
"รัดเกล้า" เผย จ่อ ชงตั้ง กมธ. วิสามัญฯ ปฏิรูปกฎหมายช้างไทย ชี้กฎหมายเก่ากึก 100 ปี ถึงเวลาสังคายนาหยุดปมขัดแย้ง "คน-ช้างป่า"
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ตนจะเสนอญัตติต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการคุ้มครองช้างไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนโดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า และการยกระดับสวัสดิภาพช้างไทยให้สอดคล้องกับยุคสมัย ปัจจุบันประเทศไทยใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรักษาช้างป่ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2443 และ พ.ศ. 2464) ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 100-120 ปี ทำให้ไม่สามารถรับมือกับปัญหาในปัจจุบันได้ ทั้งในเรื่อง การลักลอบค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น การบุกรุกที่อยู่อาศัย จากการขยายตัวของเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน ปมขัดแย้ง "คน-ช้าง" (Human-Wildlife Conflict) ที่ทวีความรุนแรง
ถอดบทเรียนความสูญเสีย "สีดอหูพับ"
เหตุการณ์ความสูญเสียของสีดอหูพับ ในระหว่างกระบวนการเคลื่อนย้ายของเจ้าหน้าที่รัฐ กลายเป็นตัวอย่างที่สะท้อนชัดว่า กลไกการบริหารจัดการและกฎหมายที่มีอยู่ "สอบตก" ในการคุ้มครองชีวิตสัตว์ป่าอย่างปลอดภัยและเป็นธรรม ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้สร้างความเศร้าสลดไปทั่วสังคม
"เรามีกฎหมายช้างป่าที่ไม่ได้ถูกเหลียวแลมานานนับร้อยปี ขณะที่จำนวนช้างน้อยลงทุกที แต่ปัญหาการทารุณกรรมและพื้นที่ทับซ้อนกลับเพิ่มขึ้น ถึงเวลาแล้วที่เราต้องปฏิรูปการคุ้มครองช้างให้เห็นผลจริง" นางรัดเกล้า กล่าว
นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า การเสนอตั้ง กมธ. วิสามัญฯ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ 1.ศึกษาแนวทางปฏิรูปกฎหมาย เร่งรัดการร่าง พ.ร.บ. ปกป้องคุ้มครองช้างไทย ที่ยังค้างคาให้แล้วเสร็จ 2.สร้างสมดุลการอยู่ร่วมกันหาจุดตรงกลางระหว่างการอนุรักษ์ช้างป่ากับการอยู่รอดของชุมชนในพื้นที่ และ 3.ป้องกันการทารุณกรรมและจัดระบบดูแลช้างอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ทรัพยากรสัตว์ป่าคือสมบัติชาติที่รัฐต้องอนุรักษ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 57 และการแก้ไขครั้งนี้ต้องดึงภาคประชาชนและชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมเสนอญัตติอื่นอีก 5 ฉบับ ได้แก่ เรื่อง 1.การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศของบุคคล และ พิจารณาการใช้คำนำหน้านามของบุคคลข้ามเพศ 2.การพัฒนาฐานข้อมูลจำแนกตามเพศ (Gender Data) เพื่อนำไปสู่การพัฒนานโยบายและการจัดสรรงบประมาณที่คำนึงถึงความเท่าเทียมทางเพศ (Gender Responsive Policy and Budget) 3.การจัดระบบคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงานอิสระและแรงงานบนแพลตฟอร์ม (Platform Workers) 4.การรับมือสังคมสูงวัยด้วยกองทุนดูแลระยะยาว และนักบริบาล / สังคมสงเคราะห์ระดับชุมชน 5.ความยุติธรรมและคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำหญิง และการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด
z-z1603487247937.jpg)