닫기

ปกข่าวไลน์-เว็บมากcopy3ีรนึคึ

'ทรัมป์' ประกาศกร้าว! สหรัฐฯไม่ทำข้อตกลงกับ 'อิหร่าน' เว้นแต่ยอมจำนนไร้เงื่อนไข ขณะที่ " อิหร่าน" แฉคลิปวงจรปิดที่ สหรัฐฯเหตุโจมตีโรงเรียนประถมดาริอัส ส่วนด้านของซาอุฯ ได้สกัดจรวดปกป้องฐานทัพไว้ได้




วันที่ 7 มี.ค. 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศจุดยืนแข็งกร้าวต่ออิหร่าน โดยระบุว่าสหรัฐฯ จะไม่มีข้อตกลงใด ๆ กับอิหร่าน เว้นแต่อิหร่านจะยอมจำนนแบบไม่มีเงื่อนไข โดยทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ระบุว่า “จะไม่มีข้อตกลงกับอิหร่าน นอกจากการยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข”

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวต่อว่า หลังจากนั้นจะมีการคัดเลือกผู้นำที่ดีและเป็นที่ยอมรับเพื่อบริหารประเทศ พร้อมยืนยันว่า สหรัฐฯและพันธมิตรจะช่วยกันฟื้นฟูอิหร่าน โดยระบุว่า สหรัฐฯ และพันธมิตรที่กล้าหาญจะทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อนำอิหร่านกลับมาจากขอบเหวแห่งความพินาศ และทำให้เศรษฐกิจของประเทศแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

ทรัมป์ยังปิดท้ายข้อความด้วยคำขวัญว่า “อิหร่านจะมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ ทำอิหร่านกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

ทั้งนี้ คำประกาศของทรัมป์มีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังการสู้รบระหว่าง อิหร่าน กับ อิสราเอล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สหรัฐฯ ยังคงยกระดับอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา


นักเรียนวิ่งหนีวุ่น! หลังสื่ออิหร่านแฉวงจรปิดเหตุโจมตีโรงเรียนประถมดาริอัส

สื่ออิหร่านได้เผยแพร่คลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิด บันทึกเหตุการณ์การโจมตีทางอากาศร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ในวันแรกของปฏิบัติการ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ภายในพื้นที่โรงเรียนประถมดาริอัส ในจังหวัดกัซวิน (Qazvin) ทางตอนเหนือของอิหร่าน โดยภาพในคลิปเผยให้เห็นเด็กนักเรียนและคุณครูกำลังวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอดจากเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

อย่างไรก็ตาม มีรายงานเพิ่มเติมระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีเด็กนักเรียนได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และมีรายงานผู้เสียชีวิตในกลุ่มนักเรียนอีกกว่าสิบราย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขความสูญเสียที่แน่ชัดยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ โรงเรียนที่ปรากฏในคลิปเป็นคนละแห่งกับเหตุการณ์การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ–อิสราเอล ต่อโรงเรียนประถมหญิง Shajareh Tayyebeh ในเมืองมินาบ (Minab) จังหวัด Hormozgan ซึ่งส่งผลให้มีนักเรียนเสียชีวิตกว่า 180 ราย


อิหร่านจัดหนัก ระดมยิงขีปนาวุธพิสัยไกลถล่มอิสราเอล ระลอกที่ 22 โต้กลับ “True Promise 4” 

สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า กองกำลังอิหร่านได้ระดมยิงขีปนาวุธจำนวนมากโจมตีไปยังอิสราเอล โดยระบุว่าเป็นการเปิดฉากโจมตีระลอกที่ 22 ภายใต้ปฏิบัติการที่เรียกว่า “Operation True Promise 4”

ภาพที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐอิหร่านแสดงให้เห็นขีปนาวุธหลายลูกถูกยิงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยระบุว่าเป็นขีปนาวุธรุ่น “ไคบาร์” (Kheibar), “คอร์รามชาห์ร” (Khorramshahr) และ “ฟัตตาห์” (Fattah) ซึ่งเป็นขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่าน

ในเวลาเดียวกัน กองทัพอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีทางอากาศอย่างหนักต่อเป้าหมายในกรุงเตหะรานของอิหร่าน และพื้นที่ในกรุงเบรุตของเลบานอน ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าสหรัฐฯ ได้โจมตีเรือบรรทุกโดรนของอิหร่านในทะเล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางทหารที่มุ่งทำลายกองเรือรบของอิหร่าน


"ซาอุดีอาระเบีย" สกัดขีปนาวุธ 3 ลูกพุ่งถล่มฐานทัพอากาศ “พริ้นส์ สุลต่าน” 

ทางการซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศสามารถสกัดขีปนาวุธวิถีโค้งได้อย่างน้อย 3 ลูก ซึ่งพุ่งเป้าโจมตีฐานทัพอากาศ “พริ้นส์ สุลต่าน” นับเป็นสัญญาณล่าสุดของการยกระดับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

รายงานระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่กำลังขยายวง ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีการโจมตีตอบโต้กันด้วยขีปนาวุธและโดรนในหลายพื้นที่ของภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซีย

ก่อนหน้านี้ ซาอุดีอาระเบียและหลายประเทศในภูมิภาคอ่าวถูกโจมตีซ้ำหลายครั้ง โดยมีการกล่าวหาอิหร่านว่าอยู่เบื้องหลังการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตี ทั้งฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจในภูมิภาค

ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า สถานการณ์อาจลุกลามเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาคในวงกว้าง และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดพลังงาน เนื่องจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ของโลก